ถามตอบปัญหาธรรมชุด ๒ 

 

 

ธีรวัส  บำเพ็ญบุญบารมี

ผู้อำนวยการโครงการอนุรักษ์คัมภีร์

มหาบัณฑิตสาขาวิชาพุทธศาสน์ศึกษา

มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย

 

 

ธรรมศึกษานี้เป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาค้นคว้าเพื่อเป็นหลักฐานทางวิชาการทางพระพุทธศาสนา

ตามหลักสูตรวิจัยคัมภีร์พระพุทธศาสนา มูลนิธิเบญจนิกาย พุทธศักราช  ๒๕๕๐พิมพ์ครั้งที่ ๑    ๕๐๐ เล่ม

เพื่อเป็นธรรมทานไม่สงวนลิขสิทธิ์

 

 

 

 

 

ปัญหาธรรม

 

๑.    ๑.๑           อนิจจตา ทุกขตา  อนัตตตา  มีอะไรปิดบังไว้จึงไม่ปรากฏ ?

        ๑.๒           อนิจจตา กำหนดรู้ได้ด้วยอาการอย่างไรบ้าง ?

 ๑.   ๑.๑           อนิจจตา ความที่สังขารทั้งหลายไม่เที่ยง ถูกสันตติปิดบังไว้จึงไม่ปรากฏ

             ทุกขตา ความที่สังขารทั้งหลายเป็นทุกข์ ถูกอิริยาบถปิดบังไว้ จึงไม่ปรากฏ

             อนัตตตา ความที่ธรรมทั้งหลายเป็นอนัตตา ถูกฆนสัญญาปิดบังไว้ จึงไม่ปรากฏ ฯ

        ๑.๒กำหนดรู้ได้ด้วยอาการ ๓ อย่าง  คือ

                   ๑)ในทางง่าย  ด้วยความเกิดขึ้นในเบื้องต้น และความสิ้นไปในเบื้องปลาย

                   ๒)ในทางละเอียดกว่านั้น ย่อมกำหนดรู้ได้ด้วยความแปรในระหว่างเกิดและดับ

                   ๓)ในทางอันเป็นอย่างสุขุม ย่อมกำหนดเห็นความแปรแห่งสังขารในชั่วขณะหนึ่งๆ  คือไม่คงที่อยู่นาน  เพียงในระยะกาลนิดเดียวก็แปรแล้ว ฯ

 ๒.   ๒.๑นิพพิทาญาณ หมายถึงอะไร ?

        ๒.๒ปฏิปทาแห่งนิพพิทา เป็นเช่นไร ?

 ๒.   ๒.๑หมายถึงปัญญาของผู้บำเพ็ญเพียรจนเกิดความหน่ายในสังขาร

        ๒.๒การพิจารณาเห็นด้วยปัญญาว่า สังขารทั้งปวงไม่เที่ยง เป็นทุกข์ ธรรมทั้งปวง
             เป็นอนัตตา แล้วเกิดนิพพิทา เบื่อหน่ายในทุกขขันธ์ ไม่เพลิดเพลินหมกมุ่นอยู่ในสังขารอันยั่วยวนเสน่หา นี้เป็นปฏิปทาแห่งนิพพิทา ฯ

 ๓.   ๓.๑วิราคะเป็นยอดแห่งธรรมทั้งปวง  คำว่า  "ธรรมทั้งปวง" หมายถึงอะไร ?

        ๓.๒นิโรธ  ที่เป็นไวพจน์แห่ง วิราคะ หมายถึงอะไร ?

 ๓.   ๓.๑หมายถึง สังขตธรรม  คือธรรมอันธรรมดาปรุงแต่ง  และอสังขตธรรม  คือธรรมอันธรรมดามิได้ปรุงแต่ง ฯ

        ๓.๒หมายถึงความดับทุกข์  เนื่องมาจากดับตัณหา ฯ

 ๔.   ๔.๑ตัณหาคืออะไร ? ตัณหานั้น เมื่อเกิดขึ้นย่อมเกิดที่ไหนและเมื่อดับย่อมดับที่ไหน ?

        ๔.๒คำว่า  มทนิมฺมทโน  ธรรมยังความเมาให้สร่าง  หมายถึงความเมาในอะไร ?

 ๔.   ๔.๑คือความอยาก ฯ เมื่อเกิดขึ้นย่อมเกิดในสิ่งเป็นที่รักที่ยินดีในโลก เมื่อดับ
             ย่อมดับในสิ่งเป็นที่รักที่ยินดีในโลก ฯ

        ๔.๒หมายถึงความเมาในอารมณ์อันยั่วยวนให้เกิดความเมาทุกประการ เช่น
             สมบัติแห่งชาติ สกุล อิสริยะ บริวาร ก็ดี  ลาภ ยศ สรรเสริญ สุข ก็ดี เยาว์วัย ความหาโรคมิได้ และชีวิต ก็ดี นับเข้าในอารมณ์ประเภทนี้ ฯ

 .   .๑บาลีแสดงปฏิปทาแห่งสันติว่า โลกามิสํ ปชเห สนฺติเปกฺโข ความว่า ผู้เพ่งความสงบพึงละอามิสในโลกเสีย  คำว่า อามิสในโลก หมายถึงอะไร ?

        .๒ที่เรียกว่า อามิสในโลก เพราะเหตุไร ?

 .   .๑หมายถึงปัญจพิธกามคุณ คือรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ อันน่าปรารถนา น่าใคร่น่าชอบใจ ฯ

        .๒เพราะเป็นเครื่องล่อใจให้ติดในโลก ดุจเหยื่ออันเบ็ดเกี่ยวอยู่ ฯ

 .   .๑จงแสดงพระพุทธคุณ ๙ โดยอัตตสมบัติและปรหิตปฏิบัติ พอได้ใจความ ?

        .๒ในพระพุทธคุณ ๙ ประการนั้น ส่วนไหนเป็นเหตุ ส่วนไหนเป็นผล ?เพราะเหตุไร ?

 .   .๑พระพุทธคุณ ตั้งแต่ อรหํ  จนถึง  โลกวิทู  เป็นพระพุทธคุณส่วนอัตตสมบัติ 

        พระพุทธคุณ คือ  อนุตฺตโร ปุริสทมฺมสารถิ สตฺถา เทวมนุสฺสานํเป็นพระพุทธคุณส่วนปรหิตปฏิบัติ  

             พระพุทธคุณ คือ พุทฺโธ ภควา เป็นพระพุทธคุณทั้งอัตตสมบัติและปรหิตปฏิบัติ ฯ

        ๖.๒พระพุทธคุณ ส่วนอัตตสมบัติ เป็นเหตุ ส่วนปรหิตปฏิบัติ เป็นผล เพราะทรงบริบูรณ์ด้วยพระพุทธคุณส่วนอัตตสมบัติก่อนแล้วจึงทรงบำเพ็ญพุทธกิจให้สำเร็จประโยชน์แก่เวไนย ฯ

 ๗.  ๗.๑ปัจจุบันนี้ การเจริญกัมมัฏฐาน เป็นที่นิยมของสาธุชน ขอทราบว่า กัมมัฏฐานนั้นมีกี่อย่าง ?  อะไรบ้าง ?

        ๗.๒ธรรมที่เป็นหัวใจของสมถกัมมัฏฐาน มีอะไรบ้าง ?

 ๗.  ๗.๑มี ๒ อย่าง คือ

                   ๑)สมถกัมมัฏฐาน กัมมัฏฐานเป็นอุบายสงบใจ

                   ๒)วิปัสสนากัมมัฏฐาน กัมมัฏฐานเป็นอุบายเรืองปัญญา ฯ

๗.๒ มีกายคตาสติ เมตตา พุทธานุสสติ กสิณ และจตุธาตุววัตถาน ฯ

 ๘.   ๘.๑กายคตาสติกัมมัฏฐาน กับ อสุภกัมมัฏฐาน  แตกต่างกันอย่างไร ?

        ๘.๒กสิณ แปลว่าอะไร  และเป็นคู่ปรับแก่นิวรณ์ชนิดไหน ?

 ๘.   ๘.๑                                                                 กายคตาสติกัมมัฏฐาน พิจารณาร่างกายที่ยังมีชีวิตอยู่ให้เห็นเป็นของน่าเกลียด ส่วนอสุภกัมมัฏฐาน พิจารณาซากศพ ฯ

        ๘.๒แปลว่า วัตถุอันจูงใจ คือจูงใจให้เข้าไปผูกอยู่  เป็นชื่อของกัมมัฏฐานแปลว่า มีวัตถุที่ชื่อว่ากสิณเป็นอารมณ์   เป็นคู่ปรับแก่อุทธัจจกุกกุจจนิวรณ์ ฯ

 ๙.   ๙.๑การเจริญมรณสติอย่างไร จึงจะแยบคาย ?

        ๙.๒ในนวสีวถิกาปัพพะ เมื่อภิกษุเห็นซากศพชนิดใดชนิดหนึ่งใน ๙ ชนิดนั้น ท่านให้ภาวนาอย่างไร ?

 .   .๑เจริญพร้อมด้วยองค์ ๓ คือ

                   )มีสติ ระลึกถึงความตาย

                   )มีญาณรู้ว่าความตายจักมีเป็นแน่ตัวจะต้องตายเป็นแท้

                   )เกิดสังเวชสลดใจเจริญอย่างนี้จึงจะแยบคาย ฯ

        .๒ท่านให้ภาวนาโดยการน้อมเข้ามาสู่กายนี้นี่แลว่า อยมฺปิ โข กาโย ถึงร่างกาย
             อันนี้เล่า เอวํ ธมฺโม ก็มีอย่างนี้เป็นธรรมดา เอวํ ภาวี จักเป็นอย่างนี้
             เอวํ อนตีโต ไม่ล่วงความเป็นอย่างนี้ไปได้ ฯ

๑๐.       ๑๐.๑อานาปานสติ ในคิริมานนทสูตร กับในมหาสติปัฏฐานสูตร ต่างกันอย่างไร ?

      ๑๐.๒ผู้เจริญเมตตาเป็นประจำย่อมได้รับอานิสงส์ อย่างไรบ้าง ?

๑๐.       ๑๐.๑ในคิริมานนทสูตร  แสดงการกำหนดลมหายใจที่เป็นไปพร้อมในกาย เวทนา
             จิต และธรรม ส่วนในมหาสติปัฏฐานสูตร แสดงแต่เพียงกายานุปัสสนาเท่านั้น ฯ

      ๑๐.๒ย่อมได้รับอานิสงส์ ๑๑ ประการ คือ

                   ๑)หลับอยู่ก็เป็นสุข                              
                   ๒)ตื่นอยู่ก็เป็นสุข

                   ๓)ไม่ฝันเห็นสิ่งลามก                                  
                   ๔)เป็นที่รักของมนุษย์ทั้งหลาย

                   ๕)เป็นที่รักของอมนุษย์ทั้งหลาย           

                   ๖)เทวดาทั้งหลายย่อมรักษา

                   ๗) ไฟไม่ไหม้ พิษหรือศัสตราวุธทั้งหลายประทุษร้ายไม่ได้

                   ๘) จิตตั้งมั่นเป็นสมาธิเร็ว                    

                   ๙) ผิวพรรณผ่องใสงดงาม

                 ๑๐) ไม่หลงทำกาลกิริยา คือเมื่อจะตายย่อมได้สติ

                 ๑๑) เมื่อตายแล้วแม้เกิดอีกก็เกิดในสถานที่ดี เป็นที่เสวยสุข ถ้าไม่เสื่อมจากฌาน ก็ไปเกิดในพรหมโลก ฯ

๑.    ๑.๑                                                                  พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงประกอบด้วยสัมปทาคุณกี่ประการ ?  อะไรบ้าง ?

        ๑.๒                                                                 ในวันที่พระมหาบุรุษประสูตินั้น สหชาติที่เกิดพร้อมร่วมวันกับพระองค์มีอะไรบ้าง ?

 ๑.   ๑.๑                                                                  ๓ ประการ คือเหตุสัมปทา ผลสัมปทา สัตตูปการสัมปทา ฯ

        ๑.๒                                                                 มีพระนางพิมพา พระอานนท์ กาฬุทายีอมาตย์ ฉันนะอมาตย์ ม้ากัณฐกะต้นมหาโพธิ์ และขุมทองทั้ง ๔ ฯ

 ๒.   ๒.๑                                                                 ที่สุดทั้ง ๒ อย่างอันบรรพชิตไม่ควรเสพ มีโทษอย่างไรบ้าง ?

        ๒.๒                                                                 มัชฌิมาปฏิปทา มีคุณอย่างไรบ้าง ?

 ๒.   ๒.๑                                                                 มีโทษดังนี้  คือ

             กามสุขัลลิกานุโยค เป็นธรรมอันเลว เป็นเหตุตั้งบ้านเรือน เป็นของคนมีกิเลสหนา ไม่ใช่ของคนอริยะคือผู้บริสุทธิ์ ไม่ประกอบด้วยประโยชน์   

             อัตตกิลมถานุโยค ให้เกิดทุกข์แก่ผู้ประกอบ ไม่ทำผู้ประกอบให้เป็นอริยะ ไม่ประกอบด้วยประโยชน์ ฯ

        ๒.๒มีคุณดังนี้ คือทำดวงตาคือทำญาณเครื่องรอบรู้ เป็นไปเพื่อความเข้าไปสงบระงับ เพื่อความรู้ยิ่ง  เพื่อความรู้ดี เพื่อความไม่มีกิเลสเครื่องร้อยรัด ฯ

 ๓.   ๓.๑บุคคลที่ท่านเปรียบด้วยดอกบัว    เหล่า  ได้แก่จำพวกไหนบ้าง ?

        ๓.๒พระพุทธองค์ทรงแสดงอนุปุพพีกถาก่อนที่จะแสดงอริยสัจ ๔ เพื่อประโยชน์อะไร ?

 

 ๓.   ๓.๑ได้แก่๑) อุคฆฏิตัญญู คือ ผู้มีอุปนิสัยสามารถจะตรัสรู้ธรรมวิเศษโดยพลันพร้อมกันกับเวลาที่ท่านผู้ศาสดาแสดงธรรมสั่งสอน เปรียบด้วยดอกบัวพ้นน้ำ

                   ๒) วิปจิตัญญู คือ  ผู้ที่ท่านอธิบายขยายความแห่งคำที่ย่อให้พิสดารออกไป จึงจะตรัสรู้ธรรมวิเศษได้  เปรียบด้วยดอกบัวเสมอน้ำ

                   ๓) เนยยะ   คือ ผู้ที่พอจะแนะนำได้  คือพอที่จะฝึกอบรมสั่งสอนให้รู้และเข้าใจได้อยู่  เปรียบด้วยดอกบัวที่ยังอยู่ในน้ำ

                   ๔) ปทปรมะ คือ ผู้แม้จะฟังและกล่าวและทรงไว้และบอกแก่ผู้อื่นซึ่งธรรมเป็นอันมาก ก็ไม่สามารถจะตรัสรู้ธรรมวิเศษใน
อัตภาพชาตินั้นได้ เปรียบด้วยดอกบัวที่เป็นภักษาแห่งเต่าและปลา ฯ

        ๓.๒เพื่อฟอกจิตสาวกหรือผู้ฟัง ให้ห่างไกลจากความยินดีในกาม ควรรับพระธรรมเทศนาให้เกิดดวงตาเห็นธรรม เหมือนผ้าที่ปราศจากมลทินควรรับน้ำย้อมได้ ฉะนั้น

 ๔.   จงแสดงใจความย่อของพระสูตรเหล่านี้

        ๔.๑อนัตตลักขณสูตร

        ๔.๒อาทิตตปริยายสูตร

 ๔.   ๔.๑พระสูตรที่ว่าด้วยลักษณะแห่งอนัตตา โดยใจความย่อว่า รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ซึ่งรวมเรียกว่าขันธ์ ๕ นี้ เป็นอนัตตา ไม่ใช่ตน ฯ

        ๔.๒พระสูตรที่ว่าด้วยสิ่งทั้งปวงเป็นของร้อน โดยใจความย่อว่า อายตนะภายใน อายตนะภายนอก วิญญาณ สัมผัส และเวทนาที่เกิดแต่สัมผัส เป็นของร้อน ร้อนเพราะไฟคือความกำหนัด ความโกรธ ความหลง และร้อนเพราะความเกิด ความแก่ ความตาย ความโศกร่ำไรรำพัน เจ็บกาย เสียใจ คับใจ ฯ

 ๕.   ๕.๑พระพุทธดำรัสว่า "ดูก่อนอานนท์ กำมืออาจารย์ในธรรมทั้งหลายไม่มีแก่พระ
         ตถาคตเจ้า”
หมายความว่าอย่างไร ?

        ๕.๒พระพุทธองค์ทรงบำเพ็ญญาตัตถจริยา ด้วยมีพระประสงค์อย่างไร ?

 ๕.   ๕.๑หมายความว่า พระตถาคตเจ้าไม่ทรงมีข้อลี้ลับในธรรมทั้งหลายที่จะต้องปกปิดซ่อนบังไว้  แสดงได้แก่สาวกบางเหล่า  มิได้ทั่วไปเป็นสรรพสาธารณ์ หรือจะพึงแสดงให้สาวกทราบต่ออวสานกาลที่สุด ฯ

        .๒ด้วยพระประสงค์จะให้พระญาติบริบูรณ์ด้วยสุข ๓ ประการ คือมนุษยสุข ๑ ทิพยสุข ๑ นิพพานสุข ๑ ทั้งที่ครองฆราวาส ทั้งที่ออกบรรพชาในพระพุทธศาสนา ฯ

 ๖.   ๖.๑พุทธเจดีย์ มีกี่ประเภท ?  อะไรบ้าง ?

        ๖.๒อุทยมาณพทูลถามว่า "โลกมีอะไรผูกพันไว้ อะไรเป็นเครื่องสัญจรของโลก
         นั้น ท่านกล่าวกันว่า นิพพานๆ ดังนี้ เพราะละอะไรได้"
พระศาสดาทรงพยากรณ์ว่าอย่างไร ?

 ๖.   ๖.๑มี ๔ ประเภท  คือธาตุเจดีย์ บริโภคเจดีย์ ธรรมเจดีย์ และอุทเทสิกเจดีย์ ฯ

        ๖.๒ทรงพยากรณ์ว่า โลกมีความเพลิดเพลินผูกพันไว้ ความตรึกเป็นเครื่องสัญจรของโลกนั้น  ท่านกล่าวกันว่า นิพพานๆ  ดังนี้  เพราะละตัณหาเสียได้

 ๗.  ๗.๑พระภัททิยเถระ มักเปล่งอุทานเนืองๆ ว่า สุขหนอๆ ดังนี้  เพราะเหตุไร

        ๗.๒พระเจ้าโกรัพยะทรงปรารภกับพระรัฐบาลถึงเหตุให้บุคคลออกบวชว่าอย่างไร ?

 ๗.  ๗.๑เพราะเมื่อก่อนท่านเป็นพระเจ้าแผ่นดิน ต้องจัดการรักษาป้องกันทั้งในวังนอกวัง
             ทั้งในเมือง นอกเมือง จนตลอดทั่วอาณาเขต แม้มีคนคอยรักษาอย่างนี้แล้ว ยังต้อง
             หวาดระแวง สะดุ้งกลัวอยู่เป็นนิตย์ ครั้นทรงออกบวชได้บรรลุอรหัตผลแล้ว แม้อยู่
             ในที่ไหนๆ ก็ไม่หวาดระแวง ไม่สะดุ้งกลัว ไม่ต้องขวนขวายมีใจปลอดโปร่งเป็นดุจ
             มฤคอยู่ จึงเปล่งอุทานเช่นนั้น ฯ

        ๗.๒ ทรงปรารภเหตุวิบัติ ๔ ประการ  คือ
                   ๑) ความแก่ 

                   ๒) ความเจ็บป่วย 

                   ๓) ความเสื่อมจากโภคทรัพย์ 

                   ๔) ความเสื่อมญาติ ฯ

 ๘.   ๘.๑พระอานนท์พุทธอุปัฏฐากได้ทูลขอพร ๘ ประการ ข้อสุดท้าย ความว่าอย่างไร ?

        ๘.๒ท่านได้รับการยกย่องจากพระศาสดาอย่างไรบ้าง ?

 ๘.   ๘.๑ความว่า ถ้าพระองค์เสด็จไปเทศนาเรื่องใดที่ไหน ซึ่งข้าพระองค์ไม่ได้ฟัง ขอพระองค์ตรัสบอกเทศนาเรื่องนั้นแก่ข้าพระองค์ ฯ

        ๘.๒ได้รับการยกย่องว่า เลิศกว่าภิกษุทั้งหลายด้วยคุณสมบัติ ๕ สถาน คือ

                   ๑) เป็นพหูสูต  

                   ๒) มีสติ  

                   ๓) มีคติ  

                   ๔) มีธิติ  

                   ๕) เป็นพุทธอุปัฏฐาก ฯ

 ๙.   ๙.๑พระพุทธองค์ทรงแนะนำพระเถระองค์ใดให้ปรารภความเพียรแต่พอประมาณ ?

        ๙.๒เพราะเหตุใดจึงทรงแนะนำเช่นนั้น ?

 ๙.   ๙.๑พระโสณโกฬิวิสะ ฯ

        ๙.๒เพราะพระโสณโกฬิวิสะ ทำความเพียรเดินจงกรมจนเท้าแตก ก็ไม่อาจให้บรรลุมรรคผลได้ สมัยเมื่อท่านเป็นคฤหัสถ์ เป็นผู้ฉลาดเข้าใจในเสียงแห่งสายพิณ
             พระผู้มีพระภาคจึงทรงแนะนำว่า ในการดีดพิณนั้นจะต้องขึงสายพิณแต่พอดี เสียงพิณจึงจะไพเราะ หย่อนเกินไปหรือตึงเกินไปก็ไม่น่าฟัง ความเพียรก็เหมือนกัน ถ้าย่อหย่อนนัก ก็เป็นไปเพื่อเกียจคร้าน ถ้าเกินไปนักก็เป็นไปเพื่อฟุ้งซ่าน จึงควรทำความเพียรแต่พอดี ฯ

๑๐.       ๑๐.๑อปาณกฌาน ได้แก่อะไร ?

      ๑๐.๒พระพุทธองค์ทรงบำเพ็ญฌานนี้ในคราวใด ? และได้รับผลที่มุ่งหวังหรือไม่อย่างไร ?

๑๐.       ๑๐.๑ได้แก่ ความเพ่งไม่มีลมปราณ  คือไม่มีลมอัสสาสะปัสสาสะ  โดยเนื้อความก็คือกลั้นลมหายใจไม่ให้ดำเนินทางจมูกและปาก ซึ่งเป็นทางเดินโดยปกติ ฯ

      ๑๐.๒ในคราวทรงทำทุกกรกิริยาฯ ไม่ได้รับผลที่มุ่งหวัง แต่เป็นการทรมานร่างกายให้ลำบากเปล่า ฯ

.    .๑คำว่า ญัตติ  อนุสาวนา  อปโลกนะ อุปสัมปทาเปกขะ ได้แก่อะไร ? จงชี้แจง

        ๑.๒ภิกษุผู้สามารถสวดกรรมวาจาได้แม่นยำและสละสลวย ต้องพร้อมด้วยคุณสมบัติ
             อย่างไรบ้าง ?

 ๑.   ๑.๑ญัตติ ได้แก่คำเผดียงสงฆ์

             อนุสาวนา ได้แก่คำประกาศปรึกษาและตกลงของสงฆ์

             อปโลกนะ ได้แก่การบอกกันในที่ประชุมสงฆ์ ไม่ต้องตั้งญัตติ ไม่ต้องสวดอนุสาวนา

             อุปสัมปทาเปกขะ ได้แก่กุลบุตรผู้มุ่งอุปสมบท ฯ

        ๑.๒อย่างนี้ คือ

                   ๑)รู้จักประเภทของอักขระ 

                   ๒) รู้จักฐานกรณ์ของอักขระ 
                   ๓) ว่าเป็น ฯ

 ๒.   ๒.๑ภิกษุผู้นับเข้าในจำนวนสงฆ์ผู้ทำกรรมนั้นๆต้องเป็นภิกษุเช่นไร ?  ๒.๒     เวลาทำสังฆกรรม ภิกษุที่อยู่ในสีมาเดียวกัน นับเข้าในจำนวนสงฆ์ผู้ทำกรรมทั้งหมดใช่หรือไม่ ?  จงอธิบาย

 ๒.   ๒.๑                                                                 ต้องเป็นภิกษุปกติ ไม่ถูกสงฆ์ยกเสียจากหมู่ด้วยอุกเขปนียกรรม มีสังวาสเสมอด้วยสงฆ์ และเป็นสมานสังวาสของกันและกัน ฯ

        ๒.๒                                                                 ไม่ใช่ เพราะภิกษุที่เหลือจากจำนวนผู้ไม่มาเข้ากรรม เป็นผู้ควรให้ฉันทะ สงฆ์ทำกรรมเพื่อภิกษุใด ภิกษุนั้นก็ไม่นับเข้าในจำนวนสงฆ์ และไม่ใช่ผู้ควรให้ฉันทะ แต่เป็นผู้ควรเข้ากรรมนั้น ฯ

 ๓.   ๓.๑วิสุงคามสีมา พัทธสีมา  ได้แก่สีมาเช่นไร ?

        ๓.๒กฐิน เป็นสังฆกรรมอะไร ? การรับกฐิน ตลอดจนถึงกราน ต้องทำในสีมาอย่างเดียว หรือทำนอกสีมาก็ได้ ?

 ๓.   ๓.๑วิสุงคามสีมา ได้แก่เขตที่สงฆ์ได้รับพระราชทานพระบรมราชานุญาตยกให้เป็นแผนกหนึ่งจากบ้าน ฯ  

             พัทธสีมา ได้แก่วิสุงคามสีมานั้นเองอันสงฆ์ผูกแล้ว คือสมมติเป็นสมานสังวาสสีมาแล้ว ฯ

        ๓.๒                                                                 เป็นญัตติทุติยกรรม ฯ การรับกฐิน การอปโลกน์เพื่อให้ผ้ากฐิน และการกรานกฐิน ทำในสีมาหรือนอกสีมาก็ได้ การสวดญัตติทุติยกรรมวาจาให้ผ้ากฐิน ต้องทำในสีมา
             อย่างเดียว ฯ

 ๔.   ๔.๑                                                                 กฐินจะเดาะหรือไม่เดาะ กำหนดรู้ได้อย่างไร ?

        ๔.๒                                                                 ผ้าที่ทรงห้ามใช้เป็นผ้ากฐินได้แก่ผ้าเช่นไรบ้าง ?

 ๔.   ๔.๑                                                                 กฐินเดาะ กำหนดรู้ได้ด้วยอาวาสปลิโพธและจีวรปลิโพธขาด หรือสิ้นเขตจีวรกาลที่ขยายออกไปอีก ๔ เดือน กฐินไม่เดาะ กำหนดรู้ได้ด้วยอาวาสปลิโพธหรือ จีวรปลิโพธอย่างใดอย่างหนึ่งยังไม่ขาด และยังอยู่ในเขตจีวรกาลที่ขยายออกไปอีก ๔ เดือน ฯ

        ๔.๒                                                                 เช่นนี้ คือ

                   ๑) ผ้าที่ไม่ได้เป็นสิทธิ เช่น ผ้าที่ขอยืมเขามา

                   ๒) ผ้าที่ได้มาโดยอาการอันมิชอบ คือทำนิมิตได้มา

                   ๓) ผ้าที่ได้มาโดยการพูดเลียบเคียง

                   ๔) ผ้าเป็นนิสสัคคีย์

                   ๕) ผ้าที่ได้มาโดยทางบริสุทธิ์ แต่เก็บไว้ค้างคืน ฯ

 ๕.   ๕.๑                                                                 ผู้ที่ถูกห้ามอุปสมบท เพราะทำผิดต่อพระศาสนา ได้แก่คนเช่นไร ?

        ๕.๒                                                                 ในเวลาสวดกรรมวาจานั้น กำหนดด้วยสงฆ์นิ่งอยู่จนถึงบาลีคำใด อุปสมบทกรรมจึงจะนับว่าเป็นการสำเร็จ ?

 ๕.   ๕.๑                                                                 ได้แก่

                   ๑)                                                         คนฆ่าพระอรหันต์      

                   ๒)                                                        คนทำร้ายภิกษุณี     

                   ๓)                                                        คนลักเพศ

                   ๔)                                                        ภิกษุไปเข้ารีตเดียรถีย์ 

                   ๕)                                                        ภิกษุต้องปาราชิกละเพศไปแล้ว

                   ๖)                                                         ภิกษุผู้ทำสังฆเภท       

                   ๗)                                                        คนทำร้ายพระศาสดาจนถึงห้อพระโลหิต ฯ

        ๕.๒                                                                 กำหนดด้วยสงฆ์นิ่งอยู่จนถึงคำว่า โส ภาเสยฺย ที่แปลว่า ท่านผู้นั้นพึงพูดท้ายอนุสาวนาที่ ๓ จึงนับว่าเป็นการสำเร็จ ฯ

 ๖.   ๖.๑                                                                  อนุวาทาธิกรณ์ที่เกิดขึ้นแล้วไม่รีบระงับ  มีผลเสียอย่างไร ?

        ๖.๒                                                                 ภิกษุผู้ต้องอนุวาทาธิกรณ์ พึงปฏิบัติอย่างไร ?

 ๖.   ๖.๑                                                                  มีผลเสีย คือทำให้เสียสีลสามัญญตาและเสียสามัคคี เป็นทางแตก เป็นนานาสังวาส จนถึงเป็นนานานิกาย ฯ

        ๖.๒                                                                 พึงปฏิบัติอย่างนี้ คือ

                   ๑) เคารพในผู้พิจารณา

                   ๒) ให้การตามความเป็นจริง

                   ) พึงเชื่อฟังและปฏิบัติตามคำวินิจฉัยของสงฆ์

                   ) ไม่ขุ่นเคือง ฯ

 .  .                                                                 ลักษณะปกปิดอาบัตินั้น พระอรรถกถาจารย์ แสดงไว้กี่ประการ ?  อะไรบ้าง ?

        .                                                                 ภิกษุผู้เป็นโจทก์ จงใจหาความเท็จใส่ภิกษุอื่น และภิกษุผู้เป็นจำเลย จงใจปกปิดความประพฤติเสียของตนด้วยให้การเท็จ  สงฆ์พึงนิคคหะด้วยกรรมอะไร ?

 ๗.  ๗.๑                                                                 แสดงไว้ ๑๐ ประการ จัดเป็น ๕ คู่ คือ

                   ๑) เป็นอาบัติ และรู้ว่าเป็นอาบัติ

                   ๒) เป็นปกตัตตะ และรู้ว่าเป็นปกตัตตะ

                   ๓) ไม่มีอันตราย และรู้ว่าไม่มีอันตราย

                   ๔) อาจอยู่ และรู้ว่าอาจอยู่

                   ๕) ใคร่จะปิด และปิดไว้ ฯ

        ๗.๒                                                                 สงฆ์พึงทำ ตัชชนียกรรม แก่ภิกษุผู้เป็นโจทก์  และตัสสปาปิยสิกากรรม แก่
             ภิกษุผู้เป็นจำเลย ฯ

๘.    ๘.๑                                                                 ตามพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ ใครเป็นผู้สถาปนาสมเด็จพระสังฆราช ?
             ตอบโดยอ้างมาตรา

        ๘.๒                                                                 คำว่า คณะสงฆ์ และคณะสงฆ์อื่น แห่งมาตรา ๕ ทวิ ในพระราชบัญญัติ
             คณะสงฆ์หมายถึงใคร ?

 ๘.   ๘.๑                                                                 มาตรา ๗  พระมหากษัตริย์ทรงสถาปนาสมเด็จพระสังฆราชองค์หนึ่ง ฯ

        ๘.๒                                                                 คณะสงฆ์ หมายถึงบรรดาพระภิกษุที่ได้รับบรรพชาอุปสมบทจากพระอุปัชฌาย์ ตามพระราชบัญญัตินี้ หรือตามกฎหมายที่ใช้บังคับก่อนพระราชบัญญัตินี้ ไม่ว่าจะปฏิบัติศาสนกิจในหรือนอกราชอาณาจักร ฯ

             คณะสงฆ์อื่น  หมายถึงบรรดาบรรพชิตจีนนิกายหรืออนัมนิกาย ฯ

 ๙.   ๙.๑                                                                 คณะสงฆ์จะตั้งเป็นอิสระ ไม่อยู่ภายใต้การปกครองของมหาเถรสมาคมได้หรือไม่ ? จงอ้างมาตรา

        ๙.๒                                                                 จงให้ความหมายของคำต่อไปนี้

ก)ที่วัด          

ข) ที่ธรณีสงฆ์                         
ค) ที่กัลปนา

 ๙.   ๙.๑                                                                 ไม่ได้ ต้องปฏิบัติตามมาตรา ๒๐ ความว่า คณะสงฆ์ต้องอยู่ภายใต้การปกครองของมหาเถรสมาคม ฯ

        ๙.๒     ก) ที่วัด     คือที่ซึ่งตั้งวัดตลอดจนเขตของวัดนั้น

                   ข) ที่ธรณีสงฆ์  คือที่ซึ่งเป็นสมบัติของวัด

                   ค) ที่กัลปนา  คือที่ซึ่งมีผู้อุทิศแต่ผลประโยชน์ให้วัดหรือพระศาสนา ฯ

๑๐.       ๑๐.๑                                                         ผู้มิได้รับแต่งตั้งให้เป็นพระอุปัชฌาย์ หรือถูกถอดถอนจากความเป็นพระอุปัชฌาย์
             กระทำการบรรพชาอุปสมบทแก่บุคคลอื่น ต้องระวางโทษอย่างไร ?

      ๑๐.๒                                                                 ตามพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ ผู้ดำรงตำแหน่งเลขาธิการมหาเถรสมาคมคือใคร ?

๑๐.       ๑๐.๑                                                         ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปี ฯ

      ๑๐.๒                                                                 คืออธิบดีกรมการศาสนาโดยตำแหน่ง  ตามพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ มาตรา ๑๓ ความว่า ให้อธิบดีกรมการศาสนาเป็นเลขาธิการมหาเถรสมาคมโดยตำแหน่ง ฯ

                                                          ……………………………………………..

๑.    ๑.๑                                                                  คนที่ทำอะไรมักพลั้งพลาด เพราะขาดธรรมอะไร  ?

        ๑.๒                                                                 ผู้ได้ชื่อว่ากตัญญูกตเวทีบุคคล  เพราะปฏิบัติตนอย่างไร ?

 ๑.   ๑.๑                                                                  เพราะขาดสติ ความระลึกได้ก่อนแต่จะทำ และขาดสัมปชัญญะ ความรู้ตัวในขณะทำ ฯ

        ๑.๒                                                                 เพราะเป็นผู้รู้อุปการะที่ท่านทำแล้ว และตอบแทน ฯ

 ๒.  ๒.๑                                                                 พระรัตนตรัยมีอะไรบ้าง ?

        .                                                                 รัตนะที่ ๑ หมายถึงใคร ?  จงอธิบาย

 .   .                                                                 มีพระพุทธ ๑   พระธรรม ๑   พระสงฆ์ ๑ ฯ

        .                                                                 หมายถึงพระพุทธเจ้า ฯ ได้แก่ท่านผู้สอนให้ประชุมชนประพฤติชอบด้วยกาย วาจา ใจ ตามพระธรรมวินัยที่ท่านเรียกว่า พระพุทธศาสนา

 .   .                                                                 โอวาทของพระพุทธเจ้า ๓ อย่าง มีอะไรบ้าง ?

        ๓.๒                                                                 บุคคลผู้หวังความเจริญ ควรตั้งอยู่ในธรรมอะไร ? มีอะไรบ้าง ?

 ๓.  ๓.๑                                                                 ๑) เว้นจากทุจริต คือ ประพฤติชั่วด้วยกาย วาจา ใจ

             ๒) ประกอบสุจริต คือ ประพฤติชอบด้วยกาย วาจา ใจ

             ๓) ทำใจของตนให้หมดจดจากเครื่องเศร้าหมองใจ มีโลภ โกรธ หลง เป็นต้น ฯ

        ๓.๒                                                                 ควรตั้งอยู่ในวุฑฒิธรรม ฯ   มี

             ๑) คบสัตบุรุษ

             ๒) ฟังคำสั่งสอนของท่านโดยเคารพ

             ๓) ตริตรองให้รู้จักสิ่งที่ดีหรือชั่วโดยอุบายที่ชอบ

             ๔) ประพฤติธรรมสมควรแก่ธรรมซึ่งได้ตรองเห็นแล้ว ฯ

 ๔.  ๔.๑                                                                 ผู้ประกอบกิจการงานสำเร็จตามความประสงค์เพราะประพฤติธรรมอะไร ?มีอะไรบ้าง ?

        ๔.๒                                                                 คำว่าทุกข์ได้แก่อะไร ?   มีสาเหตุมาจากอะไร ?

 ๔.   ๔.๑                                                                 เพราะประพฤติอิทธิบาท ๔  มี

                   ๑)                                                         ฉันทะ  พอใจรักใคร่ในสิ่งนั้น

                   ๒)                                                        วิริยะ  เพียรประกอบสิ่งนั้น

                   ๓)                                                        จิตตะ  เอาใจฝักใฝ่ในสิ่งนั้น ไม่วางธุระ

                   ๔)                                                        วิมังสา  หมั่นตริตรองพิจารณาเหตุผลในสิ่งนั้น ฯ

        ๔.๒                                                                 ได้แก่ความไม่สบายกายไม่สบายใจ ฯ  มีสาเหตุมาจากตัณหา
             ความทะยานอยาก ฯ

 ๕.   ๕.๑                                                                 "รู้รักสามัคคี" เกิดขึ้นเพราะปฏิบัติธรรมอะไร ?

        ๕.๒                                                                 อปริหานิยธรรม คืออะไร ?   มีกี่ข้อ ? จงแสดงมา ๑ ข้อ

๕.    ๕.๑                                                                 สาราณิยธรรม ฯ

        ๕.๒                                                                 คือธรรมไม่เป็นที่ตั้งแห่งความเสื่อม   มี ๗ ข้อ ฯ  (ตอบข้อใดข้อหนึ่ง) คือ๑)หมั่นประชุมกันเนืองนิตย์

               )เมื่อประชุมก็พร้อมเพรียงกันประชุม เมื่อเลิกประชุมก็พร้อมเพรียงกันเลิกและพร้อมเพรียงกันช่วยทำกิจที่สงฆ์จะต้องทำ

               ) ไม่บัญญัติสิ่งที่พระพุทธเจ้าไม่บัญญัติขึ้น ไม่ถอนสิ่งที่พระองค์ทรงบัญญัติไว้แล้ว สมาทานศึกษาอยู่ในสิกขาบทตามที่พระองค์ทรงบัญญัติไว้

                   )                                                        ภิกษุเหล่าใดเป็นผู้ใหญ่ เป็นประธานในสงฆ์ เคารพนับถือภิกษุเหล่านั้น เชื่อฟังถ้อยคำของท่าน

                   )                                                        ไม่ลุอำนาจแก่ความอยากที่เกิดขึ้น

                   )                                                         ยินดีในเสนาสนะป่า

                   )                                                        ตั้งใจอยู่ว่า เพื่อนภิกษุสามเณรซึ่งเป็นผู้มีศีล ซึ่งยังไม่มาสู่อาวาส ขอให้มาที่มาแล้ว ขอให้อยู่เป็นสุข ฯ

 ๖.   ๖.๑                                                                  มัตตัญญุตา ความเป็นผู้รู้ประมาณ ในสัปปุริสธรรม  มีอธิบายไว้อย่างไร ?

        ๖.๒                                                                 คำว่า  เจรจาชอบ  ในมรรคมีองค์ ๘ นั้น คือเจรจาอย่างไร ?

 ๖.   ๖.๑                                                                  ความเป็นผู้รู้ประมาณในการแสวงหาเครื่องเลี้ยงชีวิตแต่โดยทางที่ชอบและรู้จัก ประมาณในการบริโภคแต่พอควร ฯ

        ๖.๒                                                                 คือเว้นจากพูดเท็จ เว้นจากพูดส่อเสียด เว้นจากพูดคำหยาบ และเว้นจากพูดเพ้อเจ้อ

 ๗.  ๗.๑                                                                 นาถกรณธรรมคืออะไร ?

        ๗.๒                                                                 นาถกรณธรรมข้อว่า กัลยาณมิตตตาหมายความว่าอย่างไร ?

 .  .                                                                 คือธรรมทำที่พึ่ง ฯ

        .                                                                 ความเป็นผู้มีเพื่อนดีงาม ไม่คบคนชั่ว ฯ

 .   .                                                                 มิตรแท้ ๔ จำพวก คือใครบ้าง ?

        .                                                                 คำต่อไปนี้แปลว่าอย่างไร ?

                   )                                                         อติถิพลี

                   )                                                         ปุพพเปตพลี

 .   .                                                                 คือ

        )        มิตรมีอุปการะ                                            

       )        มิตรร่วมสุขร่วมทุกข์

        )       มิตรแนะประโยชน์                               

        )       มิตรมีความรักใคร่ ฯ

        .     )                                                         การต้อนรับแขก

                   )                                                         การทำบุญอุทิศให้ผู้ตาย ฯ

 .   .                                                                 คำว่า อุบาสก  อุบาสิกา  แปลว่าอะไร ?

        .                                                                 การค้าขายยาเสพติดมียาบ้าเป็นต้นจัดเข้าในมิจฉาวณิชชาข้อไหน ?

 .   .                                                                 อุบาสก  แปลว่า ชายผู้เข้าถึงพระรัตนตรัย

             อุบาสิกา แปลว่า หญิงผู้เข้าถึงพระรัตนตรัย ฯ

        ๙.๒                                                                 การค้าขายน้ำเมา ฯ

๑๐.  ๑๐.๑                                                               การถือมงคลตื่นข่าวคือถืออย่างไร ? พระพุทธศาสนาสอนให้ถืออย่างนั้นหรืออย่างไร ?

      ๑๐.๒                                                                 สมณพราหมณ์ เมื่อได้รับการบำรุงแล้ว ย่อมอนุเคราะห์กุลบุตรอย่างไรบ้าง ?

๑๐.       ๑๐.๑                                                         ถือว่านี้ฤกษ์ดี ยามดี เป็นมงคลดี นี้ฤกษ์ไม่ดี ยามไม่ดี ไม่เป็นสวัสดิมงคล ฯ  พระพุทธศาสนาสอนไม่ให้ถือเช่นนั้น สอนให้เชื่อว่า เรามีกรรมเป็นของของตน เราทำดีจักได้ดี ทำชั่วจักได้ชั่ว ฯ

      ๑๐.๒                                                                 อย่างนี้ คือ

                   ๑)                                                         ห้ามไม่ให้กระทำความชั่ว               

                   ๒)                                                        ให้ตั้งอยู่ในความดี

                   ๓)                                                        อนุเคราะห์ด้วยน้ำใจอันงาม            

                   ๔)                                                        ให้ได้ฟังสิ่งที่ยังไม่เคยฟัง

                   ๕)                                                        ทำสิ่งที่เคยฟังแล้วให้แจ่ม               

                   ๖)                                                         บอกทางสวรรค์ให้ ฯ

.    .                                                                  พุทธประวัติว่าด้วยเรื่องอะไร ?

        .                                                                 การเรียนรู้พุทธประวัติได้ประโยชน์อย่างไร ?

 .   .                                                                  ว่าด้วยเรื่องความเป็นมาของพระพุทธเจ้า เป็นการแสดงพระพุทธจริยาในด้านต่างๆ ของพระองค์ให้ปรากฏ ฯ

        ๑.๒                                                                 ได้ประโยชน์ ๒ ประการ  คือ

                   ๑)                                                         ในด้านการศึกษา ทำให้ทราบความเป็นมาของพระพุทธเจ้า เช่นเดียวกับการศึกษาตำนานความเป็นมาของชาติตน ทำให้บุคคลได้ทราบว่าชาติของตนเป็นมาอย่างไร มีความสำคัญอย่างไรเป็นต้น

                   ๒)                                                        ในด้านปฏิบัติ ทำให้บุคคลได้แนวในการดำเนินชีวิตตามพระพุทธจริยา อันเป็นปฏิปทานำความสุขความเจริญมาให้แก่บุคคล  ตามสมควรแก่การประพฤติปฏิบัติ ฯ

 ๒.   ๒.๑                                                                 พระมหาบุรุษทรงอธิษฐานเพศเป็นบรรพชิตที่ไหน ?

        ๒.๒                                                                 ในราตรีแห่งการตรัสรู้  พระมหาบุรุษทรงบรรลุญาณอะไรในแต่ละยาม ?

 ๒.   ๒.๑                                                                 ที่ริมฝั่งแม่น้ำอโนมา ณ อนุปิยอัมพวัน แคว้นมัลละ ฯ

        ๒.๒                                                                 ทรงบรรลุปุพเพนิวาสานุสสติญาณ ในปฐมยาม

             ทรงบรรลุจุตูปปาตญาณหรือทิพพจักษุญาณ ในมัชฌิมยาม

             ทรงบรรลุอาสวักขยญาณ ในปัจฉิมยาม ฯ

 ๓.   ๓.๑                                                                 พระพุทธองค์ทรงตัดสินพระทัยแสดงธรรมโปรดเวไนยสัตว์เพราะทรงพิจารณาอย่างไร ?

        ๓.๒                                                                 พระพุทธองค์ตรัสรู้ธรรมพิเศษแล้ว ในพรรษาแรกเสด็จประทับอยู่ที่ไหน ?และทรงบำเพ็ญพุทธกิจไว้อย่างไร ?

 ๓.   ๓.๑                                                                 เพราะทรงพิจารณาว่า บุคคลผู้มีกิเลสน้อยเบาบางก็มี หนาก็มี ผู้มีอินทรีย์กล้าก็มี อ่อนก็มี เป็นผู้จะพึงสอนให้รู้ได้โดยง่ายก็มี โดยยากก็มี เป็นผู้สามารถจะรู้ได้ก็มี ไม่สามารถจะรู้ได้ก็มี เปรียบเหมือนดอกบัว ๔ เหล่า เมื่อเป็นเช่นนั้น พระธรรมเทศนาคงไม่ไร้ผล จักยังประโยชน์ให้สำเร็จแก่คนทุกเหล่า เว้นแต่จำพวกที่มิใช่เวไนยสัตว์ที่เปรียบด้วยดอกบัวอันเป็นภักษาแห่งปลาและเต่า ฯ

        ๓.๒                                                                 ประทับอยู่ ณ ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน แขวงเมืองพาราณสี ฯ

ได้ทรงบำเพ็ญพุทธกิจที่สำคัญไว้ดังนี้

                   ๑)                                                         ทรงแสดงธรรมโปรดพระภิกษุปัญจวัคคีย์ให้ได้สำเร็จมรรคผลสูงสุด

                   ๒)                                                        ทรงแสดงธรรมโปรดพระยสะพร้อมด้วยสหายอีก ๕๔ คน จนสำเร็จพระอรหัตผลทั้งหมด

                   ๓)                                                        ทรงแสดงธรรมโปรดบิดามารดาและภรรยาเก่าของพระยสะให้ได้ดวงตาเห็นธรรม แล้วแสดงตนเป็นอุบาสกอุบาสิกา ผู้ถึงพระ
 รัตนตรัยก่อนกว่าชนทั้งปวงในโลก

                   ๔) ทรงส่งพระอรหันตสาวก ๖๐ องค์ ไปประกาศพระศาสนายังถิ่นต่างๆ เพื่อประโยชน์สุขแก่ชาวโลก ฯ

 ๔.   ๔.๑                                                                 พระพุทธองค์ทรงแสดงธรรมต่อไปนี้แก่ใคร ?   ที่ไหน ?

                   ก)                                                         โอวาทปาฏิโมกข์

                   ข)                                                         เวทนาปริคคหสูตร

        ๔.๒                                                                 สถานที่ต่อไปนี้มีความเกี่ยวเนื่องกับพระพุทธองค์อย่างไร ?

                   ก)                                                         เวฬุวัน

                   ข)                                                         สาลวัน

 ๔.   ๔.๑     ก)                                                         แก่พระอรหันตขีณาสพ ๑,๒๕๐ องค์ ณ เวฬุวนาราม แคว้นมคธ

                   ข)                                                         แก่ทีฆนขปริพาชก ณ ถ้ำสุกรขาตา เขาคิชฌกูฏ แขวงเมืองราชคฤห์

        ๔.๒     ก)                                                         เป็นพระราชอุทยานของพระเจ้าพิมพิสาร ซึ่งทรงถวายเป็นที่ประทับของพระพุทธองค์พร้อมกับพระสงฆ์ เป็นสังฆารามแห่งแรก

                   ข)                                                         เป็นสถานที่แสดงธรรมโปรดสุภัททปริพาชกผู้เป็นปัจฉิมสักขิสาวก และเป็นสถานที่ปรินิพพาน ฯ

 ๕.   ๕.๑                                                                 พระราชาของแคว้นไหนที่นับถือพระพุทธศาสนาเป็นองค์แรก ? และทรงพระนามว่าอะไร ?

        ๕.๒                                                                 ความปรารถนาว่า "ขอให้ข้าพเจ้ารู้ทั่วถึงธรรมของพระอรหันต์" เป็นความ
             ปรารถนาของใคร ?  และความปรารถนานั้นสำเร็จบริบูรณ์เมื่อไร ?

 ๕.   ๕.๑                                                                 พระราชาของแคว้นมคธ ทรงพระนามว่า พิมพิสาร ฯ

        ๕.๒                                                                 ของพระเจ้าพิมพิสารครั้งยังทรงเป็นพระราชกุมาร ฯ  สำเร็จบริบูรณ์ในวันที่ได้ฟังอนุปุพพีกถาและอริยสัจ ๔ ที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงโปรด ณ สวนตาลหนุ่ม  จนได้ดวงตาเห็นธรรม ฯ

 ๖.   ๖.๑                                                                  พระพุทธองค์ประทับจำพรรษาสุดท้าย ณ ที่ใด ?

        ๖.๒                                                                 พระองค์ทรงปลงอายุสังขารเมื่อใด ?

 ๖.   ๖.๑                                                                  ณ บ้านเวฬุวคาม กรุงเวสาลี แคว้นวัชชี ฯ

        ๖.๒                                                                 เมื่อวันเพ็ญเดือน ๓  คือ  ๓ เดือนก่อนเสด็จดับขันธปรินิพพาน ฯ

 ๗.  ๗.๑                                                                 เมื่อจะเสด็จดับขันธปรินิพพาน พระพุทธองค์ได้ประทานพระโอวาทเรื่องศาสดาแทนพระองค์ไว้อย่างไร ?

        ๗.๒                                                                 พระผู้มีพระภาคได้ตรัสถึงวิธีปฏิบัติต่อภิกษุผู้ถูกลงพรหมทัณฑ์ไว้อย่างไร ?

 ๗.  ๗.๑                                                                 ได้ประทานพระโอวาทว่า "ดูก่อนอานนท์ ธรรมก็ดี วินัยก็ดี อันใด อันเราได้แสดงแล้ว ได้บัญญัติแล้วแก่ท่านทั้งหลาย ธรรมและวินัยนั้น จักเป็นศาสดาแห่งท่านทั้งหลาย โดยกาลที่ล่วงไปแล้วแห่งเรา"

        ๗.๒                                                                 ตรัสไว้ว่า "ภิกษุนั้นจะพึงปรารถนาเจรจาคำใด ก็พึงเจรจาคำนั้น ภิกษุทั้งหลายไม่พึงว่า ไม่พึงโอวาท ไม่พึงสั่งสอนเลย"

๘.    ๘.๑                                                                 วันสำคัญทางพระพุทธศาสนา กำหนดไว้กี่วัน ?   มีวันอะไรบ้าง ?

        ๘.๒                                                                 วันแรม ๘ ค่ำ เดือน ๖ เป็นวันสำคัญทางพระพุทธศาสนาอย่างไร ?

 ๘.   ๘.๑                                                                 ๔ วัน มีวันวิสาขบูชา วันอัฏฐมีบูชา วันมาฆบูชา และวันอาสาฬหบูชา ฯ

        ๘.๒                                                                 เป็นวันอัฏฐมีบูชา คือวันคล้ายกับวันถวายพระเพลิงพระพุทธสรีระ ฯ

 ๙.   ๙.๑                                                                 คำว่า "เจริญพระพุทธมนต์" กับ "สวดพระพุทธมนต์" ใช้ในพิธีต่างกันอย่างไร ?

        ๙.๒                                                                 จงเขียนคำอาราธนาพระปริตรมาดู

 ๙.   ๙.๑                                                                 คำว่า "เจริญพระพุทธมนต์" ใช้ในพิธีมงคล ส่วนคำว่า "สวดพระพุทธมนต์"
             ใช้ในพิธีอวมงคล ฯ

        ๙.๒     วิปตฺติปฏิพาหาย    สพฺพสมฺปตฺติสิทฺธิยา

              สพฺพทุกฺขวินาสาย  ปริตฺตํ  พฺรูถ  มงฺคลํ

              วิปตฺติปฏิพาหาย    สพฺพสมฺปตฺติสิทฺธิยา

              สพฺพภยวินาสาย    ปริตฺตํ  พฺรูถ  มงฺคลํ

              วิปตฺติปฏิพาหาย    สพฺพสมฺปตฺติสิทฺธิยา

              สพฺพโรควินาสาย    ปริตฺตํ  พฺรูถ  มงฺคลํ

๑๐.       ๑๐.๑                                                         คำว่า "เผดียงสงฆ์" หมายถึงอะไร ?

      ๑๐.๒                                                                 การกราบด้วยเบญจางคประดิษฐ์ หมายถึงอย่างไร ?

๑๐.       ๑๐.๑                                                         หมายถึงการแจ้งความประสงค์ให้สงฆ์ทราบ ฯ

      ๑๐.๒                                                                 หมายถึงการกราบพร้อมด้วยองค์ ๕ คือให้หน้าผาก กับฝ่ามือสองข้าง เข่าสองข้างจดพื้น ฯ

๑.    ๑.๑                                                                  พระวินัย คืออะไร ?

        ๑.๒                                                                 สิกขา ๓  เมื่อศึกษาแล้วจะได้ประโยชน์อย่างไร ?

 ๑.   ๑.๑                                                                  คือพระพุทธบัญญัติและอภิสมาจาร ฯ

        ๑.๒                                                                 ย่อมได้ประโยชน์ดังนี้ ศึกษาเรื่องศีล ทำให้เป็นผู้มีกาย วาจาเรียบร้อย ศึกษาเรื่องสมาธิทำให้ใจสงบมั่นคง ไม่ฟุ้งซ่าน ศึกษาเรื่องปัญญา ทำให้รอบรู้ในกองสังขาร ฯ

 ๒.  ๒.๑                                                                 สิกขากับสิกขาบทต่างกันอย่างไร ?

        ๒.๒                                                                 สิกขาบทที่มาในพระปาฏิโมกข์มีเท่าไร ?  อะไรบ้าง ?

 ๒.   ๒.๑                                                                 สิกขา  คือข้อที่ภิกษุต้องศึกษา

              สิกขาบท  คือพระบัญญัติมาตราหนึ่งๆ เป็นสิกขาบทอันหนึ่งๆ

        ๒.๒                                                                 มี ๒๒๗ ฯ  

             คือปาราชิก ๔  สังฆาทิเสส ๑๓  อนิยต ๒  นิสสัคคิยปาจิตตีย์ ๓๐ ปาจิตตีย์ ๙๒  ปาฏิเทสนียะ ๔  เสขิยะ ๗๕  อธิกรณสมถะ ๗

              รวมเป็น ๒๒๗ ฯ

 ๓.   ๓.๑                                                                 คำต่อไปนี้มีความหมายอย่างไร ?

                   ก)                                                         อาทิกัมมิกะ       

                   ข)                                                         อเตกิจฉา

        ๓.๒                                                                 อาการที่ภิกษุจะต้องอาบัติมีเท่าไร ?  อะไรบ้าง ?

 ๓.   ๓.๑     ก)                                                         ภิกษุผู้ก่อเหตุให้ทรงบัญญัติสิกขาบทขึ้น ฯ

                   ข)                                                         อาบัติที่แก้ไขไม่ได้ ฯ

        ๓.๒                                                                 มี ๖ อย่าง คือ

                   ๑.                                                         ต้องด้วยไม่ละอาย

                   ๒.                                                         ต้องด้วยไม่รู้ว่า สิ่งนี้จะเป็นอาบัติ

                   ๓.                                                         ต้องด้วยสงสัยแล้วขืนทำลง

                   ๔.                                                         ต้องด้วยสำคัญว่าควรในของที่ไม่ควร

                   ๕.                                                         ต้องด้วยสำคัญว่าไม่ควรในของที่ควร

                   ๖.                                                         ต้องด้วยลืมสติ ฯ

 ๔.   ๔.๑                                                                 คำว่า "ไถยจิต" หมายถึงอะไร ?

        ๔.๒                                                                 ในอทินนาทานสิกขาบท กำหนดราคาทรัพย์เป็นวัตถุแห่งอาบัติไว้อย่างไรบ้าง ?

 ๔.   ๔.๑                                                                 หมายถึงจิตคิดจะลัก คือจิตคิดถือเอาของที่เจ้าของไม่ให้ด้วยอาการแห่งขโมย ฯ

        ๔.๒                                                                 กำหนดไว้อย่างนี้

                 ทรัพย์มีราคาตั้งแต่ ๕ มาสก ขึ้นไป เป็นวัตถุแห่งอาบัติปาราชิกทรัพย์มีราคาต่ำกว่า ๕ มาสก แต่สูงกว่า ๑ มาสก เป็นวัตถุแห่งอาบัติถุลลัจจัยทรัพย์มีราคาตั้งแต่ ๑ มาสก ลงไป เป็นวัตถุแห่งอาบัติทุกกฏ

 ๕.   ๕.๑                                                                 สังหาริมทรัพย์ และอสังหาริมทรัพย์ ได้แก่ทรัพย์เช่นไร ?

        ๕.๒                                                                 การถือเอาทรัพย์ทั้ง ๒ อย่างนั้น   กำหนดว่าถึงที่สุดไว้อย่างไร

 ๕.   ๕.๑                                                                 สังหาริมทรัพย์ ได้แก่ทรัพย์หรือสิ่งของที่เคลื่อนที่ได้ ทั้งที่มีวิญญาณและไม่มีวิญญาณ เช่นสัตว์และเงินทองเป็นต้น ฯ ส่วนอสังหาริมทรัพย์ ได้แก่ทรัพย์หรือสิ่งของที่เคลื่อนที่ไม่ได้ โดยตรงได้แก่ที่ดิน โดยอ้อมนับของที่ติดเนื่องอยู่กับที่นั้นด้วย เช่น ต้นไม้และเรือนเป็นต้น ฯ

        ๕.๒                                                                 สังหาริมทรัพย์  กำหนดว่าถึงที่สุดด้วยทำให้เคลื่อนจากฐาน ฯ   

อสังหาริมทรัพย์ กำหนดว่าถึงที่สุดด้วยขาดกรรมสิทธิ์แห่งเจ้าของ ฯ

 ๖.   ๖.๑                                                                  ปาราชิก ๔   สิกขาบทไหนที่ภิกษุใช้ให้เขาทำก็ต้องอาบัติถึงที่สุด ?

        ๖.๒                                                                 สังฆาทิเสส ๑๓  สิกขาบทไหนบ้างต้องอาบัติตั้งแต่แรกทำ ?  มีชื่อเรียกอย่างไร ?

 ๖.   ๖.๑                                                                  สิกขาบทที่ ๒ และสิกขาบทที่ ๓ ฯ

        ๖.๒                                                                 สิกขาบทที่ ๑ ถึงที่ ๙ ฯ    เรียกว่า ปฐมาปัตติกะ ฯ

 ๗.  ๗.๑                                                                 ภิกษุมีความกำหนัด จับต้องกะเทย บุรุษ และสัตว์ดิรัจฉานตัวผู้ เป็นอาบัติอะไร ?

        ๗.๒                                                                 อาบัติไม่มีมูล กำหนดโดยอาการอย่างไร ? โจทด้วยอาบัติไม่มีมูลเป็นอาบัติอะไร ?

 ๗.  ๗.๑                                                                 จับต้อง กะเทย เป็นอาบัติถุลลัจจัย  บุรุษ เป็นอาบัติทุกกฏ สัตว์ดิรัจฉานตัวผู้ เป็นอาบัติทุกกฏ

        ๗.๒                                                                 กำหนดโดยอาการ ๓ คือ ไม่ได้เห็นเอง ๑  ไม่ได้ยิน ๑  ไม่ได้รังเกียจ ๑  ว่าภิกษุนั้นต้องอาบัติชื่อนั้น ฯ  โจทด้วยอาบัติปาราชิกต้องสังฆาทิเสส โจทด้วยอาบัติสังฆาทิเสสต้องปาจิตตีย์ โจทด้วยอาบัติอื่นจากนี้ต้องปาจิตตีย์ในมุสาวาทสิกขาบท ฯ

 ๘.   ๘.๑                                                                 ผ้าจีวรที่ทรงอนุญาตให้ใช้ได้ทำด้วยวัตถุกี่ชนิด ?  อะไรบ้าง ?

        ๘.๒                                                                 จีวร ผ้านิสีทนะ อังสะ ผ้าเช็ดหน้า ย่ามผ้า เมื่อจะใช้สอย อย่างไหนควรพินทุ อย่างไหนไม่ควร ?  เพราะเหตุใด ?

 ๘.   ๘.๑                                                                 ๖ ชนิด คือ

                   ๑.                                                         ทำด้วยเปลือกไม้ เช่น ผ้าลินิน

                   ๒.                                                         ทำด้วยฝ้าย คือ ผ้าสามัญ

                   ๓.                                                         ทำด้วยไหม คือ ผ้าแพร

                   ๔.                                                         ทำด้วยขนสัตว์ เช่น ผ้าสักหลาด

                   ๕.                                                         ทำด้วยเปลือกไม้ เช่น ผ้าป่าน (สาณะ)

                   .                                                         ทำด้วยสัมภาระเจือกัน ฯ

        .                                                                 จีวร และอังสะ  ควรพินทุ  เพราะใช้ห่มผ้านิสีทนะ ผ้าเช็ดหน้า และย่ามผ้า ไม่ต้องพินทุ เพราะไม่ได้ใช้นุ่งห่ม ฯ

 .   .                                                                 ภิกษุพูดปดต้องอาบัตินั้นทราบแล้ว แต่ถ้าพูดเรื่องจริง จะต้องอาบัติอะไรหรือไม่ ?

        .                                                                 ปฏิสสวะทุกกฏ คืออะไร ?

 .   .                                                                 ต้องอาบัติเหมือนกันคือ บอกอุตตริมนุสสธรรมที่มีจริงแก่อนุปสัมบัน ต้องอาบัติปาจิตตีย์ ตามสิกขาบทที่ ๘ แห่งมุสาวาทวรรค บอกอาบัติชั่วหยาบของ
             ภิกษุแก่อนุปสัมบัน เว้นไว้แต่ได้รับสมมติ ต้องอาบัติปาจิตตีย์ตามสิกขาบทที่ ๙ แห่งมุสาวาทวรรค ฯ

        .                                                                 คืออาบัติทุกกฏที่เกิดจากการรับคำด้วยจิตบริสุทธิ์ แต่ภายหลังไม่ได้ทำตามคที่รับปากไว้ ฯ

๑๐.       ๑๐.                                                         การนุ่งเป็นปริมณฑล คือการนุ่งอย่างไร ?

      ๑๐.                                                                 เสขิยวัตรว่าด้วยการรับบิณฑบาตมีหลายข้อ  จงระบุมาเพียง ๒ ข้อ

๑๐.       ๑๐.                                                         คือนุ่งเบื้องบนปิดสะดือ แต่ไม่ถึงกระโจมอก เบื้องล่างปิดหัวเข่าทั้ง ๒ ลงมาเพียงครึ่งแข้ง ไม่ถึงกรอมข้อเท้า ฯ

      ๑๐.๒                                                                 (เลือกตอบเพียง ๒ ข้อ)

                   ภิกษุพึงทำความศึกษาว่า เราจักรับบิณฑบาตโดยเคารพ

                   ภิกษุพึงทำความศึกษาว่า เมื่อรับบิณฑบาต เราจักแลดูแต่ในบาตร

        ภิกษุพึงทำความศึกษาว่า เราจักรับแกงพอสมควรแก่ข้าวสุก

        ภิกษุพึงทำความศึกษาว่า เราจักรับบิณฑบาตแต่พอเสมอขอบปากบาตร ฯ

 

. ธรรมมีอุปการะมาก ได้แก่อะไรบ้าง ?บุคคลผู้ขาดธรรมนี้จะเป็นเช่นไร ?

  ๑.  ได้แก่ สติ ความระลึกได้ และ สัมปชัญญะ ความรู้ตัว ฯ  จะเป็นคนหลงลืม จะทำจะพูดหรือจะคิดอะไรมักผิดพลาด ฯ

  .  บุพพการีและกตัญญูกตเวที คือบุคคลเช่นไร ?  จัดเป็นคู่ไว้อย่างไรบ้าง ?

  ๒.  บุพพการี คือบุคคลผู้ทำอุปการะก่อน  กตัญญูกตเวที คือบุคคลผู้รู้อุปการะที่ท่านทำแล้ว และตอบแทน ฯ  จัดเป็นคู่ไว้ดังนี้  บิดามารดา กับ บุตรธิดา, 
        ครูอาจารย์ กับ ศิษย์,  พระมหากษัตริย์ กับ ประชาราษฎร์,  พระพุทธเจ้า กับ พุทธบริษัท,  เป็นต้น ฯ

  .  พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ได้ชื่อว่ารัตนะ เพราะเหตุไร ?

  ๓.  เพราะเป็นของมีคุณค่าและหาได้ยาก เหมือนเพชรนิลจินดามีค่ามาก นำประโยชน์และความสุขมาให้แก่ผู้เป็นเจ้าของ ฯ

  .  ธรรม ๔ อย่าง ดุจล้อรถนำไปสู่ความเจริญ ข้อว่า  “คบสัตบุรุษ คือคนดี”  นั้น จะนำไปสู่ความเจริญได้อย่างไร ?

  .  เมื่อคบสัตบุรุษแล้วย่อมเป็นเหตุให้คิดดีพูดดีทำดี อันก่อให้เกิดความสุขความเจริญทั้งแก่ตนเองและผู้อื่น พ้นจากความทุกข์ความเดือดร้อน ทั้งยังให้ถึงความเจริญอย่างที่สุดคือพระนิพพานได้ ฯ

  .  ปัจจยปัจจเวกขณะ หมายความว่าอย่างไร ?

  ๕.  หมายความว่า พิจารณา (ถึงคุณและโทษของปัจจัย ๔) ก่อน จึงบริโภคปัจจัย ๔คือ จีวร บิณฑบาต เสนาสนะ และเภสัช ไม่บริโภคด้วยตัณหา ฯ

  .  ขันธ์ ๕ ได้แก่อะไรบ้าง ?  ย่อเป็น ๒ ได้อย่างไร ?

  ๖.  ได้แก่ รูปขันธ์ เวทนาขันธ์ สัญญาขันธ์ สังขารขันธ์ และ วิญญาณขันธ์ ฯ  รูปขันธ์จัดเป็นรูป   ที่เหลือจัดเป็นนาม ฯ

  .  อปริหานิยธรรม คืออะไร ?  ข้อที่ ๔ ความว่าอย่างไร ?

  ๗.  คือ ธรรมไม่เป็นที่ตั้งแห่งความเสื่อม เป็นไปเพื่อความเจริญฝ่ายเดียว ฯ

        ข้อที่ ๔ ความว่า ภิกษุเหล่าใดเป็นผู้ใหญ่เป็นประธานในสงฆ์ เคารพนับถือภิกษุเหล่านั้น เชื่อฟังถ้อยคำของท่าน ฯ

  ๘.  ในมรรคมีองค์ ๘  คำว่า  “เพียรชอบ”  คือเพียรอย่างไร ?

  ๘.  คือ   เพียรระวังไม่ให้บาปเกิดขึ้นในสันดาน

             เพียรละบาปที่เกิดขึ้นแล้ว

             เพียรให้กุศลเกิดขึ้นในสันดาน

             เพียรรักษากุศลที่เกิดขึ้นแล้วไม่ให้เสื่อม ฯ

.บุคคลจะได้รับประโยชน์ปัจจุบัน จะต้องปฏิบัติตามหลักธรรมอะไร ?

  ๙.  ต้องปฏิบัติตามหลักทิฏฐธัมมิกัตถประโยชน์ ๔ ประการ คือ

             .                   อุฏฐานสัมปทา      ถึงพร้อมด้วยความหมั่น ในการประกอบกิจการงาน ในการศึกษาเล่าเรียน  ในการทำธุระหน้าที่ของตน

              ๒.                   อารักขสัมปทา      ถึงพร้อมด้วยการรักษา ทั้งทรัพย์และการงาน ไม่ให้เสื่อมไป

              ๓. กัลยาณมิตตตา    ความมีเพื่อนเป็นคนดี ไม่คบคนชั่ว

              ๔. สมชีวิตา   ความเลี้ยงชีวิตตามสมควรแก่กำลังทรัพย์ที่หาได้ ฯ

๑๐. มนุษย์ทุกคนล้วนปรารถนาความสุข พระพุทธศาสนาแสดงความสุขของผู้ครองเรือนไว้อย่างไร ?

๑๐. แสดงไว้ ๔ อย่าง คือ

              ๑.  สุขเกิดแต่ความมีทรัพย์

              ๒.  สุขเกิดแต่การจ่ายทรัพย์บริโภค

              ๓.  สุขเกิดแต่ความไม่ต้องเป็นหนี้

             .                                                              สุขเกิดแต่ประกอบการงานที่ปราศจากโทษ ฯ

  ๑.  ประชาชนในชมพูทวีปแบ่งออกเป็นกี่วรรณะ ?  อะไรบ้าง ? มีหน้าที่ต่างกันอย่างไร ?

  .  แบ่งออกเป็น ๔ วรรณะ คือ

             . กษัตริย์ มีหน้าที่ปกครอง

             . พราหมณ์ มีหน้าที่ทางฝึกสอนและทำพิธี

             . แพศย์ มีหน้าที่ทางทำนาค้าขาย

             . ศูทร มีหน้าที่รับจ้าง ฯ

  .  ในวันเสด็จแรกนาขวัญ พระเจ้าสุทโธทนะบังคมสิทธัตถราชกุมารผู้ประทับนั่งใต้ต้นหว้า เพราะเหตุไร ?

  ๒.  เพราะทรงเห็นอัศจรรย์ในขณะที่สิทธัตถราชกุมารประทับนั่งใต้ต้นหว้า เงาของต้นหว้าไม่คล้อยไปตามตะวัน แม้จะเป็นเวลาบ่ายแล้ว ยังดำรงอยู่เสมือนเที่ยงวัน ฯ

  ๓.  พระมหาบุรุษเสด็จออกบรรพชา เพราะทอดพระเนตรเห็นอะไร ?  และเมื่อเห็นแล้วทรงพระดำริอย่างไร ?

  ๓.  เพราะทอดพระเนตรเห็นเทวทูต ๔ คือ คนแก่ คนเจ็บ คนตาย และสมณะ ฯ  ทรงพระดำริว่า บุคคลทั่วไปเมาอยู่ในวัย ในความไม่มีโรค และในชีวิต ถูกความเจ็บ ความแก่ ความตายครอบงำ ไม่ล่วงพ้นไปได้ ถึงพระองค์เองก็มีอย่างนั้นเป็นธรรมดา ควรแสวงหาอุบายเครื่องพ้น ธรรมดาสภาวะทั้งปวงย่อมมีของที่เป็นฝ่ายตรงกันข้ามแก้กัน เช่นมีร้อนก็ต้องมีเย็นแก้ มีมืดก็ต้องมีสว่างแก้  แต่ฆราวาสเป็นที่คับแคบ ดุจเป็นทางที่มาแห่งธุลี บรรพชาเป็นช่องว่าง พอที่จะแสวงหาอุบายนั้นได้ จึงน้อมพระทัยไปในบรรพชา ฯ

  .  พระญาณที่เกิดขึ้นแก่พระมหาบุรุษในวันที่ตรัสรู้นั้น คืออะไรบ้าง ?  คือ

              .  ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ         ญาณเป็นเครื่องระลึกถึงชาติหนหลังของพระองค์ได้

              .  จุตูปปาตญาณหรือทิพพจักขุญาณ ญาณหยั่งรู้การจุติและการเกิดของสัตว์ทั้งหลายที่เป็นไปตามกรรม

              .  อาสวักขยญาณ ญาณเป็นเหตุสิ้นอาสวะอันหมักหมมอยู่ในจิตตสันดาน ฯ

  .  อนุปุพพีกถา คืออะไรบ้าง ?  ทรงแสดงแก่ใครเป็นครั้งแรก ?

  .  คือ ทาน ศีล สวรรค์ กามาทีนพ และเนกขัมมานิสงส์แก่ยสกุลบุตร ฯ 

  .  ในวันจาตุรงคสันนิบาต พระศาสดาทรงแสดงโอวาทปาฏิโมกข์แก่ใคร ?  ที่ไหน ?  ทรงยกธรรมข้อใดขึ้นแสดงเป็นข้อต้น ?

  .  ทรงแสดงแก่พระอรหันตขีณาสพ จำนวน ๑,๒๕๐ องค์ ฯ ณ เวฬุวนารามแคว้นมคธ ฯ  ทรงยกธรรมข้อขันติขึ้นแสดงเป็นข้อต้น ฯ

  .  พระปัจฉิมโอวาท มีใจความว่าอย่างไร ?  ทรงประทานที่ไหน ?

  ๗.  มีใจความว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บัดนี้เราผู้พระตถาคตเตือนท่านทั้งหลายให้รู้สังขารทั้งหลายมีความเสื่อมสิ้นไปเป็นธรรมดา ท่านทั้งหลายจงยังกิจทั้งปวง
        อันเป็นประโยชน์ตนและประโยชน์ผู้อื่นให้บริบูรณ์ด้วยความไม่ประมาทเถิด ฯณ สาลวโนทยาน กรุงกุสินารา แคว้นมัลละ ฯ

ศาสนพิธี

๘.ศาสนพิธี คืออะไร ?  ผู้ที่ได้เรียนรู้แล้วได้รับประโยชน์อย่างไรบ้าง ?

  .  คือ แบบอย่าง หรือแบบแผนต่าง ๆ ที่พึงปฏิบัติในทางพระศาสนา ฯ  ย่อมได้รับประโยชน์ คือ เป็นผู้ฉลาดในพิธีกรรมที่เกี่ยวด้วยการบำเพ็ญกุศล การทำบุญ
        และการถวายทาน สามารถในการจัดพิธีต่างๆ ได้ถูกต้องตามระเบียบแบบแผน
        ชื่อว่าเป็นผู้รักษาขนบประเพณีอันงดงามของพระพุทธศาสนาไว้ได้ด้วย ฯ

  .  วันอาสาฬหบูชา ตรงกับวันอะไรทางจันทรคติ ?  มีความสำคัญอย่างไร ?

  .  ตรงกับวันเพ็ญเดือน ๘ ก่อนวันเข้าปุริมพรรษา ๑ วัน ฯ มีความสำคัญ เพราะเป็น
        วันที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงปฐมเทศนาโปรดพระปัญจวัคคีย์ที่ป่าอิสิปตมฤคทายวัน แขวงเมืองพาราณสี ในปีที่ตรัสรู้ใหม่ และผลของการแสดงพระธรรมเทศนากัณฑ์นี้ เป็นเหตุให้พระโกณฑัญญะได้ดวงตาเห็นธรรม และทูลขอบรรพชาอุปสมบท เป็นพระอริยสงฆ์องค์แรกในพระพุทธศาสนา จึงเป็นวันที่มีรัตนะครบ ๓ บริบูรณ์ เรียกว่าพระรัตนตรัย

๑๐. อุโบสถ กับ ปกติอุโบสถ หมายถึงอะไร ?

๑๐. อุโบสถ หมายถึง การเข้าจำ คือการจำศีล เป็นอุบายขัดเกลากิเลสอย่างหยาบให้เบาบาง เป็นทางแห่งความสงบระงับอันเป็นความสุขอย่างสูงสุดในพระพุทธศาสนา ฯ  ปกติอุโบสถ หมายถึง อุโบสถที่รักษากันในวันพระตามปกติ เฉพาะวันหนึ่งคืนหนึ่งอย่างที่อุบาสกอุบาสิการักษาอยู่ในปัจจุบัน



 

  .  กิจที่บรรพชิตไม่ควรทำเรียกว่าอะไร ?  มีอะไรบ้าง ?

  ๑.  เรียกว่าอกรณียกิจ ฯ  มีดังนี้คือ

             ๑. เสพเมถุน 

             ๒. ลักทรัพย์ 

             ๓. ฆ่าสัตว์        

             ๔. พูดอวดคุณวิเศษที่ไม่มีในตน ฯ

  .  ภิกษุฆ่าสัตว์ให้ตายและพยายามฆ่าตนเอง ต้องอาบัติอะไร ?

  . ฆ่ามนุษย์ให้ตาย  ต้องอาบัติปาราชิก

        ฆ่าอมนุษย์ให้ตาย  ต้องอาบัติถุลลัจจัย

        ฆ่าสัตว์เดรัจฉานทั่วไปให้ตาย ต้องอาบัติปาจิตตีย์

        พยายามฆ่าตนเอง ต้องอาบัติทุกกฏ

  .  คำต่อไปนี้มีความหมายอย่างไร ?

                    ก. สจิตตกะ

             . อจิตตกะ

  ๓.        . อาบัติที่ต้องเพราะมีเจตนาล่วงละเมิด

             . อาบัติที่ต้องแม้ไม่มีเจตนาล่วงละเมิด ฯ

  .  ผ้าไตรจีวรคือผ้าอะไร ?  ได้แก่อะไรบ้าง ?

  .  คือ ผ้า ๓ ผืนที่ทรงอนุญาตให้ภิกษุอธิษฐานไว้ใช้สำหรับตนเอง ฯ ได้แก่ สังฆาฏิ (ผ้าคลุม)  อุตตราสงค์ (ผ้าห่ม)  อันตรวาสก (ผ้านุ่ง) ฯ

  .  อติเรกบาตร คืออะไร ?  ภิกษุเก็บไว้เกินกี่วัน ต้องอาบัตินิสสัคคิยปาจิตตีย์ ?

  ๕.  คือ บาตรนอกจากบาตรอธิษฐาน ฯ  เกิน ๑๐ วัน ฯ

  .  เภสัช ๕ ที่ภิกษุรับประเคนแล้วเก็บไว้ฉันได้ไม่เกิน ๗ วัน ได้แก่อะไรบ้าง ?

  ๖.  ได้แก่ เนยใส ๑  เนยข้น ๑  น้ำมัน ๑  น้ำผึ้ง ๑  น้ำอ้อย ๑ ฯ

  .  บุคคลที่เรียกว่า ปริพาชก และ ปริพาชิกา คือใคร ?  ภิกษุให้ของเคี้ยวก็ดี ของกินก็ดี แก่บุคคลเหล่านั้นอย่างไรเป็นอาบัติและอย่างไรไม่เป็นอาบัติ ?

  .  ปริพาชก คือนักบวชผู้ชายนอกพระพุทธศาสนา  ปริพาชิกา คือนักบวชผู้หญิง นอกพระพุทธศาสนา ฯ   ให้ด้วยมือของตนต้องอาบัติปาจิตตีย์  สั่งให้ให้ก็ดี         วางให้ก็ดี ไม่เป็นอาบัติ ฯ

  .  เมื่อภิกษุได้จีวรใหม่มา ก่อนที่จะนุ่งห่ม ต้องทำพินทุด้วยสี ๓ สี อย่างใดอย่างหนึ่ง คือสีอะไรบ้าง ?

  ๘.  คือ  ๑. สีเขียวคราม 

             ๒. สีโคลน 

             ๓. สีดำคล้ำ ฯ

  .  เสขิยวัตรคืออะไร ?  ถ้าไม่เอื้อเฟื้อต้องอาบัติอะไร ?

  ๙.  คือวัตรหรือธรรมเนียมที่ภิกษุจะต้องศึกษา ฯ  ต้องอาบัติทุกกฏ

๑๐. ในพระวินัย กำหนด ๑ ปีมีกี่ฤดู ?  อะไรบ้าง ?  ตั้งแต่วันแรม ๑ ค่ำเดือน ๘ ถึงวันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๑๒ เป็นฤดูอะไร ?

๑๐.       ๓ ฤดู คือ ฤดูหนาว ๑  ฤดูร้อน ๑  ฤดูฝน ๑ ฯ  ฤดูฝน ฯ

  .  ตจปัญจกกัมมัฏฐานได้แก่อะไรบ้าง ?  จัดเป็นสมถะหรือวิปัสสนา ?  จงอธิบาย

  ๑.  ได้แก่ เกสา โลมา นขา ทันตา และตโจ  เป็นได้ทั้งสมถะและวิปัสสนา  ถ้าเพ่งกำหนดยังจิตให้สงบด้วยภาวนา เป็นสมถะ ถ้าเพ่งพิจารณาถึงความแปรปรวนเปลี่ยนแปลงไป หรือให้เห็นว่าเป็นทุกข์ คือทนอยู่ได้ยากและทนอยู่ไม่ได้ ต้องเสื่อมสลายไปในที่สุด หรือให้เห็นว่าเป็นอนัตตา บังคับบัญชาไม่ได้ ไม่ใช่ตัวตน พิจารณาเช่นนี้เป็นวิปัสสนา ฯ

  .  มหาภูตรูป คือ อะไร ?  มีความเกี่ยวเนื่องกับอุปาทายรูปอย่างไร ?

  .  คือ รูปที่เป็นใหญ่เป็นประธาน อันประกอบด้วย ธาตุ ๔ ได้แก่ ดิน น้ำ ไฟ ลม ฯ   เป็นที่ตั้งอาศัยแห่งรูปย่อยซึ่งเรียกว่าอุปาทายรูป  เมื่อรูปใหญ่แตกทำลายไป   อุปาทายรูปที่อิงอาศัยมหาภูตรูปนั้นก็แตกทำลายไปด้วย ฯ

  . พระพุทธเจ้าทรงประพฤติประโยชน์โดยฐานเป็นพระพุทธเจ้าที่เรียกว่าพุทธัตถจริยา           คือทรงประพฤติอย่างไร ?

  .  ทรงทำหน้าที่ของพระพุทธเจ้า คือ ได้ทรงแสดงธรรมประกาศพระศาสนาให้    บริษัททั้งคฤหัสถ์และบรรพชิตรู้ทั่วถึงธรรมตามภูมิชั้น และทรงบัญญัติสิกขาบทอันเป็นอาทิพรหมจรรย์และอภิสมาจาร ฯ

  .  ทิฏฐุปาทาน และสีลัพพตุปาทาน คืออะไร ?

  ๔.  ทิฏฐุปาทาน คือถือมั่นความเห็นผิดด้วยอำนาจหัวดื้อ  จนเป็นเหตุเถียงกันทะเลาะกัน  สีลัพพตุปาทาน คือ ถือมั่นธรรมเนียมที่เคยประพฤติมาจนชิน ด้วยอำนาจความเชื่อว่าขลัง จนเป็นเหตุหัวดื้องมงาย ฯ

  .  มัจจุมารได้แก่อะไร ?  ได้ชื่อว่าเป็นมารเพราะเหตุไร ?

  ๕.  ได้แก่ความตาย ฯ  ชื่อว่าเป็นมาร เพราะเมื่อความตายเกิดขึ้น บุคคลย่อมหมดโอกาสที่จะทำประโยชน์ใดๆ อีกต่อไป ฯ

  .  พระพุทธคุณบทว่า  “อนุตฺตโร ปุริสทมฺมสารถิ  เป็นสารถีฝึกบุรุษที่ควรฝึกได้ ไม่มีใครยิ่งกว่า”  คำว่า  “บุรุษที่ควรฝึกได้”  นั้น หมายถึงบุคคลเช่นไร ?

  .  หมายถึงบุคคลผู้มีอุปนิสัยที่อาจฝึกให้ดีได้และตั้งใจจะเข้าใจพระธรรมเทศนา แม้ฟังด้วยตั้งใจจะจับข้อบกพร่องขึ้นยกโทษเช่นเดียรถีย์ก็ตาม ฯ

  .  กิเลสที่ได้ชื่อว่าอนุสัยและได้ชื่อว่าสังโยชน์มีอธิบายอย่างไร ?

  ๗.  กิเลสที่ได้ชื่อว่าอนุสัย เพราะเป็นกิเลสอย่างละเอียด นอนเนื่องอยู่ในสันดานของสัตว์ มักไม่ปรากฏ ต่อเมื่อมีอารมณ์มายั่วจึงปรากฏขึ้น ฯ 

        กิเลสที่ได้ชื่อว่า สังโยชน์ เพราะเป็นกิเลสที่ผูกใจสัตว์ไว้กับภพไม่ให้หลุดพ้นไปได้ ฯ

  .  ในวิมุตติ ๕ วิมุตติอย่างไหนเป็นโลกิยะ อย่างไหนเป็นโลกุตระ ?

  ๘.  ตทังควิมุตติ และวิกขัมภนวิมุตติ จัดเป็นโลกิยวิมุตติ  ส่วน สมุจเฉทวิมุตติ ปฏิปัสสัทธิวิมุตติ และนิสสรณวิมุตติ จัดเป็นโลกุตรวิมุตติ ฯ

  .  พุทธภาษิตว่า ผู้ทำกรรมดีย่อมได้รับผลดี ผู้ทำกรรมชั่วย่อมได้รับผลชั่ว แต่ปรากฏว่าผู้ทำกรรมชั่วยังได้รับสุขก็มี ผู้ทำกรรมดียังได้รับทุกข์ก็มี ที่เป็นเช่นนี้เพราะเหตุใด ?

  .  เพราะกรรมบางอย่างให้ผลในภพนี้ บางอย่างให้ผลในภพหน้า หรือในภพต่อ ๆ ไป ผู้ทำกรรมชั่วได้รับสุข เพราะกรรมชั่วยังไม่ได้ช่องให้ผลในขณะนั้น กรรมดีที่เขาทำไว้ในอดีตกำลังให้ผลอยู่ แต่กรรมชั่วนั้นยังไม่สูญหายไป ยังติดตามให้ผลอยู่เสมอ เป็นแต่ยังไม่ได้ช่องเท่านั้น ส่วนผู้ทำกรรมดี ที่ไม่ได้รับสุขในขณะนั้น เพราะกรรมชั่วที่เขาได้ทำไว้ในอดีตกำลังให้ผลอยู่ จึงต้องรับทุกข์ลำบากอยู่ในขณะนั้น แต่กรรมดีที่ทำไว้นั้นยังไม่สูญหายไป ยังติดตามเขาไปเหมือนเงา
        ตามตัว ฉะนั้น  เมื่อได้ช่องก็ย่อมให้ผลทันที ฯ

๑๐. คำว่า  “วัตร”  ในธุดงควัตร หมายถึงอะไร ?  ผู้ถือธุดงค์ข้อเตจีวริกังคะอย่างเคร่ง มีวิธีปฏิบัติอย่างไร ?

๑๐. หมายถึงข้อปฏิบัติพิเศษอย่างหนึ่ง ตามแต่ใครจะสมัครถือ บัญญัติขึ้นด้วยหมายจะให้เป็นอุบายขัดเกลากิเลส และเป็นไปเพื่อความมักน้อยสันโดษ ฯ  มีวิธีปฏิบัติอย่างนี้ ใช้เฉพาะไตรจีวรของตนเท่านั้น แม้จะซักหรือจะย้อมอันตรวาสก ย่อมใช้อุตตราสงค์นุ่ง และใช้สังฆาฏิห่ม ฯ

 

  .  ประวัติอนุพุทธบุคคลมีความสำคัญต่อผู้ศึกษาอย่างไร ?

  .  ทำให้ผู้ศึกษาได้รับความรู้ในจริยาวัตรและคุณความดีที่ท่านได้บำเพ็ญมา ตลอดจนถึงผลงานในการช่วยเผยแผ่พระพุทธศาสนาอันทำให้เจริญสืบมาถึงทุกวันนี้ นำให้เกิดความเลื่อมใสและความนับถือ เป็นทิฏฐานุคติอันดี สามารถน้อมนำมาปฏิบัติตามได้ ฯ

  .  คำที่มีอยู่ในธัมมจักกัปปวัตตนสูตรต่อไปนี้ ได้แก่อะไร ?

             ก. ส่วนสุด ๒ อย่าง

             ข. มัชฌิมาปฏิปทา

  ๒.        ก. ส่วนสุด ๒ อย่าง คือ

             ๑. กามสุขัลลิกานุโยค ความหมกมุ่นอยู่ในกาม

             ๒. อัตตกิลมถานุโยค ความทำตนให้ลำบาก

             ข. มัชฌิมาปฏิปทา ได้แก่ข้อปฏิบัติสายกลางคือมรรคมีองค์ ๘

  ๓.  ความเป็นผู้สำรวมกิริยาอาการให้เรียบร้อยดีงามสมความเป็นสมณะ เป็นการเผยแผ่พระพุทธศาสนาได้ทางหนึ่ง ในข้อนี้มีปฏิปทาของพระสาวกองค์ใดเป็นตัวอย่าง ?  จงเล่าประวัติโดยสังเขปมาประกอบ

  ๓.  พระอรหันตสาวกทุกรูปล้วนเป็นผู้สำรวมกิริยาอาการเรียบร้อยดีงามทั้งสิ้น แต่ที่ได้รับยกย่องเป็นพิเศษคือพระอัสสชิเถระ ท่านมีกิริยาอาการที่น่าเลื่อมใส เป็นเหตุให้อุปติสสะปริพาชกเห็นแล้วเกิดศรัทธา เข้าไปหา ขอฟังธรรมจนได้บรรลุโสดาปัตติผล ภายหลังยังชักชวนสหายของตนเข้ามาบวชในพระธรรมวินัย ได้เป็นกำลังสำคัญช่วยพระศาสดาเผยแผ่พระพุทธศาสนาให้เจริญรุ่งเรืองกว้างขวางและมั่นคงอย่างรวดเร็ว ฯ

  ๔.  พระสาวกผู้ได้รับการยกย่องว่าเป็นผู้มีบริวารมาก คือใคร ?  เพราะท่านมีคุณธรรม อะไร ?

  ๔.  คือ พระอุรุเวลกัสสปะ ฯ เพราะท่านรู้จักสงเคราะห์บริวารด้วยอามิสบ้าง ด้วยธรรมบ้าง จึงเป็นที่รักใคร่นับถือ สามารถยึดเหนี่ยวน้ำใจบริวารไว้ได้ ฯ

  ๕.  ธรรมเสนาบดี และนวกัมมาธิฏฐายี เป็นนามของพระสาวกองค์ใด ? เพราะเหตุไรจึงมีนามเช่นนั้น ?

  ๕.  ธรรมเสนาบดี เป็นนามของพระสารีบุตรเถระ เพราะท่านเป็นกำลังสำคัญยิ่งในการประกาศพระพุทธศาสนา ฯ  นวกัมมาธิฏฐายี เป็นนามของพระโมคคัลลานเถระ เพราะท่านเป็นผู้สามารถกำกับดูแลการก่อสร้าง ฯ

  ๖.  พระศาสดาทรงประทานพระโอวาทเป็นการให้อุปสมบทแก่พระมหากัสสปะไว้กี่ข้อ ?  อะไรบ้าง ?

  ๖.  ๓ ข้อ คือ

              ๑. เราจักเข้าไปตั้งความละอายและความยำเกรงอย่างแรงกล้าไว้ในภิกษุ ทั้งที่เป็นเถระ ปานกลาง และผู้ใหม่

              ๒. เราจักเงี่ยหูลงฟังธรรม อันประกอบด้วยกุศล และพิจารณาเนื้อความแห่งธรรมนั้น

              ๓. เราจักไม่ละสติที่ไปในกาย ฯ

  .  พระมหากัจจายนะ นิพพานก่อนหรือหลังพระพุทธเจ้า ? มีอะไรเป็นข้ออ้าง ?

  ๗.  พระมหากัจจายนะ นิพพานหลังพระพุทธเจ้า มีมธุรสูตรเป็นข้ออ้าง โดยมีใจความตอนหนึ่งในพระสูตรนั้นว่า พระเจ้ามธุรราชตรัสถามว่า เดี๋ยวนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้านั้นเสด็จอยู่ ณ ที่ไหน พระมหากัจจายนะทูลว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าปรินิพพานแล้ว ฯ

ศาสนพิธี

  ๘.  วันธรรมสวนะ คือวันอะไร ?  ทรงอนุญาตให้มีในวันใดบ้าง ?

  ๘.  คือ วันกำหนดประชุมฟังธรรม หรือที่เรียกว่า “วันพระ”  ในวัน ๘ ค่ำ และ วัน ๑๔ ค่ำ หรือ ๑๕ ค่ำของปักษ์ทั้งข้างขึ้นและข้างแรม ฯ

  .  ผ้าป่าคือผ้าอะไร ?  คำพิจารณาผ้าป่าว่าอย่างไร ?

  ๙.  คือ ผ้าบังสุกุลจีวร ได้แก่ผ้าเปื้อนฝุ่นที่ไม่มีเจ้าของหวงแหน ทิ้งอยู่ตามป่าดงบ้าง ตามป่าช้าบ้าง ตามถนนหนทางและห้อยอยู่ตามกิ่งไม้บ้าง ที่สุดจนกระทั่งที่เขาอุทิศไว้แทบเท้า รวมเรียกว่า “ผ้าป่า” 

        คำพิจารณาผ้าป่าว่า  อิมํ  ปํสุกูลจีวรํ  อสฺสามิกํ  มยฺหํ  ปาปุณาติ   หรือว่า   อิมํ  วตฺถํ  อสฺสามิกํ  ปํสุกูลจีวรํ  มยฺหํ  ปาปุณาติ

๑๐. จงให้ความหมายของคำต่อไปนี้ ?

              ก. ปาฏิปุคคลิกทาน

              ข. เภสัชทาน

              ค. สลากภัตต์

              ง. ผ้าวัสสิกสาฎก

              จ. ผ้าอัจเจกจีวร

 

๑๐.       ก. คือทานที่ถวายเจาะจงเฉพาะรูปนั้นรูปนี้

              ข. คือการถวายเภสัช ๕ ได้แก่ เนยใส เนยข้น น้ำมัน น้ำผึ้ง น้ำอ้อย

              ค. คือภัตตาหารที่ทายกทายิกาถวายตามสลาก

              ง. คือผ้าที่อธิษฐานสำหรับใช้นุ่งในเวลาอาบน้ำฝน หรืออาบน้ำทั่วไป

              จ. คือผ้าจำนำพรรษาที่ทายกรีบด่วนถวายก่อนกำหนดกาล ฯ

  .  ภิกษุผู้ละเมิดสิกขาบทนอกพระปาฏิโมกข์ต้องอาบัติอะไรได้บ้าง ?

  ๑.  ต้องอาบัติถุลลัจจัย และ ทุกกฏ

  ๒.  พระพุทธองค์ทรงอนุญาตให้ภิกษุไว้ผมได้ยาวที่สุดเท่าไร ?  ไว้ได้นานที่สุดเท่าไร ?

  ๒.  ไม่เกิน ๒ นิ้ว ฯ  ไม่เกิน ๒ เดือน ฯ

  .  ภิกษุไม่ต้องนำผ้าไตรจีวรไปครบสำรับ มีพระพุทธานุญาตไว้ในกรณีใดบ้าง ?

  ๓.  ใน ๒ กรณี คือ

             ๑. ในกรณีเข้าบ้านมีพระพุทธานุญาตไว้อย่างนี้ คือ

                     ๑.    คราวเจ็บไข้

                     ๒.    สังเกตเห็นว่าฝนจะตก

                     ๓.    ไปสู่ฝั่งแม่น้ำ

                     ๔.    วิหารคือกุฎีคุ้มได้ด้วยดาล

                     ๕.    ได้รับอานิสงส์พรรษา

                     ๖.    ได้กรานกฐิน ฯ

             ๒.ในกรณีต้องไปค้างแรมที่อื่น มีพระพุทธานุญาตไว้อย่างนี้คือ

                     ๑. ได้รับอานิสงส์พรรษา

                     ๒. ได้กรานกฐิน ฯ

  ๔.  ในพระวินัยส่วนอภิสมาจาร มีพระพุทธบัญญัติสำหรับพระภิกษุผู้รับถือเสนาสนะของสงฆ์ ควรเอาใจใส่รักษาเสนาสนะด้วยอาการอย่างไรบ้าง ?

  ๔.  ควรเอาใจใส่รักษาอย่างนี้ คือ

             ๑. อย่าทำเปรอะเปื้อน

             ๒. ชำระให้สะอาด

             ๓. ระวังไม่ให้ชำรุด

             ๔. รักษาเครื่องเสนาสนะ

             ๕. ตั้งน้ำฉันน้ำใช้ไว้ให้มีพร้อม

             ๖. ของใช้สำหรับเสนาสนะหนึ่ง อย่าเอาไปใช้ในที่อื่นให้กระจัดกระจาย ฯ

  ๕.  วัตร ๓ คืออะไรบ้าง ?  ภิกษุเหยียบผ้าขาวอันเขาลาดไว้ในที่นิมนต์ผิดวัตรข้อไหน ?  มีโทษให้เกิดความเสียหายอย่างไร ?

  ๕.  คือ กิจวัตร ๑  จริยาวัตร ๑  วิธิวัตร ๑ ฯ  ผิดวัตรข้อจริยาวัตร ฯ 

        มีโทษให้เกิดความเสียหาย คือเป็นการเสียมารยาทของพระ ไม่ระวังกิริยา ทำให้ผ้าขาวมีรอยเปื้อนสกปรกน่ารังเกียจ แม้ภิกษุพวกเดียวกันจะนั่งก็รังเกียจขยะแขยง  เป็นที่ตำหนิของบัณฑิตทั้งหลาย ฯ

  .  ภิกษุพบพระเถระในเวลาเข้าบ้านหรือเดินอยู่ตามทาง ควรปฏิบัติอย่างไร ?

  ๖.  ไม่ควรไหว้ ควรหลีกทาง ลุกรับ และให้อาสนะแก่ท่าน ฯ

  .  อเนสนา  คืออะไร ?  ภิกษุทำอเนสนา ต้องอาบัติอะไรได้บ้าง ?

  ๗.  คือ กิริยาที่แสวงหาเลี้ยงชีพในทางไม่สมควร ฯ  ปาราชิก สังฆาทิเสส ปาจิตตีย        และ ทุกกฏ

 

  .  ความรู้ในการทำเสน่ห์ให้ชายหญิงรักกัน จัดเป็นดิรัจฉานวิชาเพราะเหตุไร ?

  ๘.  เพราะเป็นความรู้ที่ไม่เกี่ยวกับธรรมวินัยของภิกษุ และเป็นความรู้ที่ทำให้เขาสงสัยว่าลวง ทำให้เขาหลงงมงาย ไม่ใช่ความรู้จริง ผู้บอกเป็นผู้ลวง ฝ่ายผู้เรียนเป็นผู้หัดเพื่อลวง  หรือเป็นผู้หลงงมงาย ฯ

  .  สภาคาบัติ คืออาบัติเช่นไร ?

  ๙.  คืออาบัติที่ภิกษุต้องเหมือนกันเพราะล่วงละเมิดสิกขาบทเดียวกัน ฯ

๑๐. การอธิษฐานเข้าพรรษา กับการปวารณาออกพรรษา ทั้ง ๒ นี้ อย่างไหนกำหนด       ด้วยสงฆ์เท่าไร ?  และกำหนดเขตอย่างไร ?

๑๐. การอธิษฐานเข้าพรรษาไม่เป็นสังฆกรรมจึงไม่กำหนดด้วยสงฆ์ แต่เป็นธรรมเนียมปฏิบัติอธิษฐานเข้าพรรษาพร้อมๆ กัน จะอธิษฐานที่ไหนก็ได้ แต่ท่านห้ามไม่ให้จำพรรษาในที่ไม่สมควรเท่านั้น  เช่น ในโพรงไม้ บนค่าคบไม้ ในตุ่ม  หรือในกระท่อมผี  เป็นต้น ฯ  และให้กำหนดบริเวณอาวาสเป็นเขต ฯส่วนการปวารณาออกพรรษาเป็นสังฆกรรม กำหนดด้วยสงฆ์ตั้งแต่ ๕ รูปขึ้นไป ฯ และกำหนดให้ทำภายในเขตสีมา ถ้าต่ำกว่า ๕ รูป ท่านให้ปวารณาเป็นการคณะถ้ารูปเดียวให้อธิษฐานเป็นการบุคคล ฯ

. การสำรวมจิตให้พ้นจากบ่วงแห่งมาร ในธรรมวิจารณ์ท่านแนะนำวิธีปฏิบัติไว้อย่างไร ?  และถ้าจะจัดเข้าในไตรสิกขา จัดได้อย่างไร ?

  ๑.  แนะนำวิธีปฏิบัติไว้ ๓ ประการ คือ

             .  สำรวมอินทรีย์มิให้ความยินดีครอบงำ ในเมื่อเห็นรูป ฟังเสียง ดมกลิ่น ลิ้มรส ถูกต้องโผฏฐัพพะ อันน่าปรารถนา

             .  มนสิการกัมมัฏฐานอันเป็นปฏิปักษ์ต่อกามฉันทะ คือ อสุภะและกายคตาสติหรืออันยังจิตให้สลด คือมรณัสสติ

             .  เจริญวิปัสสนา คือ พิจารณาสังขารแยกออกเป็นขันธ์ สันนิษฐานเห็นเป็นสภาพไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา ฯ

        จัดเข้าในไตรสิกขาได้ดังนี้ 

             ประการที่ ๑       จัดเข้าในสีลสิกขา  

             ประการที่ ๒      จัดเข้าในจิตตสิกขา  

             ประการที่ ๓      จัดเข้าในปัญญาสิกขา ฯ

  .  อนิจจตาแห่งสังขารทั้งหลาย  จะกำหนดรู้ได้ด้วยวิธีใดบ้าง ?

  ๒.        ๑. กำหนดรู้ในทางง่าย ด้วยความเกิดขึ้นในเบื้องต้น และความสิ้นในเบื้องปลาย ได้ในบาลีว่า

อนิจฺจา วต สงฺขารา               อุปฺปาทวยธมฺมิโน อุปฺปชฺชิตฺวา นิรุชฺฌนฺติ

สังขารทั้งหลายไม่เที่ยงหนอ มีความเกิดขึ้นและความเสื่อมสิ้นเป็นธรรมดา เกิดขึ้นแล้วย่อมดับ

              ๒.  กำหนดรู้ในทางละเอียดกว่านั้นด้วยความแปรในระหว่างเกิดและดับ ได้ในบาลีว่า

อจฺเจนฺติ กาลา ตรยนฺติ รตฺติโย วโยคุณา อนุปุพฺพํ ชหนฺติ

กาลย่อมล่วงไป ราตรีย่อมผ่านไป ชั้นแห่งวัยย่อมละลำดับไป

              ๓.  กำหนดรู้ในทางสุขุม ด้วยความแปรแห่งสังขารในชั่วขณะหนึ่ง ๆ คือ ไม่คงที่อยู่นานเพียงระยะกาลนิดเดียวก็แปรแล้ว ได้ในคาถาวิสุทธิมรรค ว่า

     ชีวิตํ อตฺตภาโว จ             สุขทุกฺขา จ เกวลา

     เอกจิตฺตสมา ยุตฺตา          ลหุโส วตฺตเต ขโณ

ชีวิต อัตภาพ และสุขทุกข์ ทั้งมวล ประกอบกัน เป็นธรรมเสมอ
  ด้วยจิตดวงเดียว ขณะย่อมเป็นไปพลัน ฯ

  .  สภาวทุกข์และปกิณณกทุกข์ คือทุกข์เช่นไร ?

  ๓.  สภาวทุกข์ คือทุกข์ประจำสังขาร ได้แก่ ชาติ ชรา มรณะ ฯ 

        ปกิณณกทุกข์ คือ    ทุกข์จรได้แก่ โสกะ ปริเทวะ ทุกขะ โทมนัส อุปายาส ฯ

  ๔.  พระพุทธพจน์ว่า  “นตฺถิ สนฺติปรํ สุขํ”  สุขอื่นยิ่งกว่าความสงบไม่มี จะไม่เป็นการปฏิเสธสุขอย่างอื่นไปทั้งหมดหรือ ?  จงอธิบาย

  .  ไม่เป็นการปฏิเสธเสียทีเดียว เช่นทรงแสดงถึงสุขของคฤหัสถ์ ๔ อย่างไว้เป็นต้น  แต่สุขอย่างอื่นนั้นยังเจือไปด้วยทุกข์อยู่  ยังไม่ใช่สุข ไม่อาจจะนับว่าเป็นสุขที่แท้จริงได้ มีแต่ความสงบเท่านั้นที่เป็นสุขอย่างแท้จริง เพราะไม่เจือไปด้วยความทุกข์ฉะนั้นสุขที่ยิ่งกว่าความสงบจึงไม่มี

  ๕.  สัตว์โลกตายแล้วมีคติเป็นอย่างไร ?  ปัจจุบันภพนั้น เกี่ยวเนื่องกับสัมปรายภพอย่างไร ?

  ๕.  สัตว์โลกตายแล้วมีคติเป็น ๒ คือ ถ้าทำดี คือ ประพฤติสุจริตด้วยกาย วาจา ใจก็ไปสู่สุคติ ถ้าทำไม่ดี คือประพฤติทุจริตด้วยกาย วาจา ใจ ก็ไปสู่ทุคติ ฯ  จิตดีชั่วในปัจจุบัน ย่อมเป็นปัจจัยแห่งปฏิสนธิในสัมปรายภพ ภูมิและภพในภายภาคหน้า         ขึ้นอยู่กับภูมิและภพชั้นของจิตในปัจจุบันนี้แหละ ดังมีหลักธรรมในอุเทศบาลีแสดงว่า เมื่อจิตเศร้าหมองแล้ว ทุคติเป็นอันต้องหวัง และว่าเมื่อจิตไม่เศร้าหมอง
        แล้ว สุคติเป็นอันหวังได้ ฯ

  ๖.  บุคคลผู้ถูกนิวรณ์ ๕ ครอบงำ พึงแก้ด้วยกัมมัฏฐานอะไรบ้าง ?

  ๖.  ถูกกามฉันทะครอบงำ พึงแก้ด้วยอสุภกัมมัฏฐานหรือกายคตาสติ

        ถูกพยาบาทครอบงำ พึงแก้ด้วยเมตตาพรหมวิหาร

        ถูกถีนมิทธะครอบงำ พึงแก้ด้วยอนุสสติกัมมัฏฐาน

        ถูกอุทธัจจกุกกุจจะครอบงำ พึงแก้ด้วยกสิณหรือมรณัสสติ

        ถูกวิจิกิจฉาครอบงำ พึงแก้ด้วยธาตุกัมมัฏฐานหรือวิปัสสนากัมมัฏฐาน ฯ

  ๗.  ผู้เจริญเมตตาพรหมวิหาร ท่านสอนให้แผ่ไปในตนก่อนนั้น มีความมุ่งหมายอย่างไร ?

  ๗.  มีความมุ่งหมายอย่างนี้ ให้ทำตนเป็นพยานว่า ตนนี้อยากได้แต่ความสุข เกลียดชังทุกข์และภัยต่าง ๆ ฉันใด  แม้สัตว์ทั้งหลาย ก็อยากได้สุข เกลียดชังทุกข์และภัยต่าง ๆ ฉันนั้น เมื่อเห็นเช่นนี้แล้ว จิตก็ปรารถนาจะให้สัตว์ทั้งสิ้น มีความสุขความเจริญ ด้วยเหตุนี้ ท่านจึงให้แผ่เมตตาจิตไปในตนก่อน ฯ

  ๘.  พระพุทธคุณบทว่า  “สตฺถา เทวมนุสฺสานํ”  เมื่อกล่าวถึงพุทธจรรยาในส่วนที่ทรงสั่งสอนมหาชน ประมวลลงเป็นข้อได้อย่างไรบ้าง ?

  ๘.  ประมวลลงได้อย่างนี้

              ๑.  ทรงพระกรุณาหวังจะให้ผู้ที่ทรงสั่งสอน ได้ความรู้อันจะให้สำเร็จประโยชน์

              ๒.  ทรงมุ่งความจริงกับประโยชน์เป็นที่ตั้ง

              ๓. ทรงทำกับตรัสเป็นอย่างเดียวกัน

              ๔. ทรงฉลาดในวิธีสั่งสอน ฯ

  ๙.  ในธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน พระพุทธองค์ทรงแสดงวิธีพิจารณาสติสัมโพชฌงค์ไว้ด้วยอาการอย่างไร ?

  ๙.  ด้วยอาการอย่างนี้ คือ เมื่อสติสัมโพชฌงค์  มีอยู่ ณ ภายในจิต ก็รู้ชัดว่ามีอยู่ ณ ภายในจิตของเรา  เมื่อไม่มีอยู่ ณ ภายในจิต ก็รู้ชัดว่าไม่มีอยู่ ณ ภายในจิตของเรา เมื่อยังไม่เกิด แต่จะเกิดขึ้นด้วยประการใด ก็รู้ชัดด้วยประการนั้น เมื่อเกิดขึ้นแล้วเจริญบริบูรณ์ขึ้นด้วยประการใด ก็รู้ชัดด้วยประการนั้น ฯ

๑๐. ข้อว่า อนัตตสัญญา ในคิริมานนทสูตร ทรงให้ยกธรรมอะไรขึ้นพิจารณาว่าเป็นอนัตตา ?

๑๐. ทรงให้ยกอายตนะภายใน คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ และอายตนะภายนอก คือ รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ธรรมารมณ์ ขึ้นพิจารณาว่าเป็นอนัตตา ฯ

. รูปกายอุบัติและธรรมกายอุบัติ แห่งพระมหาบุรุษนั้น มีความหมายว่าอย่างไร ?

  ๑.  รูปกายอุบัติ คือความอุบัติในสมัยลงสู่พระครรภ์และในสมัยประสูติจากพระครรภ์ส่วนธรรมกายอุบัติ คือการตรัสรู้พระอนุตรสัมมาสัมโพธิญาณ ฯ

  ๒.  ข้ออุปมาว่า  “ไม้แห้งที่วางไว้บนบก ไกลน้ำ สามารถสีให้เกิดไฟได้”  เกิดขึ้นแก่ใคร ?  โดยนำไปเปรียบกับอะไร ?

  ๒. แก่พระมหาบุรุษ คือองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ฯ โดยทรงนำไปเปรียบกับสมณพราหมณ์ทั้งหลายว่า สมณพราหมณ์บางพวกมีกายหลีกออกจากกาม        ใจก็ละความรักใคร่ในกาม สงบดีแล้ว หากพากเพียรพยายามอย่างถูกต้อง      ย่อมสามารถตรัสรู้ธรรมได้ ฯ

  ๓.  อนุปุพพีกถา คืออะไร ?  ทรงแสดงแก่บุคคลผู้ถึงพร้อมด้วยองค์เท่าไร ?  อะไรบ้าง ?

  ๓.  คือถ้อยคำที่กล่าวเรียงเรื่องเป็นลำดับไป ฯ  ด้วยองค์ ๓ ฯ  คือ เป็นมนุษย์ ๑เป็นคฤหัสถ์ ๑  มีอุปนิสัยแก่กล้าควรบรรลุโลกุตรคุณในที่นั้น ๑ ฯ

  .  สหายของพระยสะ ๔ คน ได้ออกบวชตามพระยสะ เพราะคิดอย่างไร ?

  ๔.  เพราะคิดว่า  ธรรมวินัยที่พระยสะออกบวชนั้นจักไม่เลวทรามแน่แท้  คงเป็นธรรมวินัยอันประเสริฐ คิดดังนี้จึงได้ออกบวช ฯ

  ๕.  พระพุทธดำรัสว่า “เราสรรเสริญความคลุกคลีด้วยประการทั้งปวงหามิได้ แต่เรามิใช่ไม่สรรเสริญความคลุกคลีด้วยประการทั้งปวงเลย” ตรัสแก่ใคร ?  ทรงหมายความว่าอย่างไร ?

  ๕.  ตรัสแก่พระมหาโมคคัลลานเถระ ฯ  ทรงหมายความว่า พระองค์ไม่ทรงสรรเสริญความคลุกคลีด้วยหมู่คณะ แต่ทรงสรรเสริญความคลุกคลีด้วยเสนาสนะอันสงัด ฯ

  ๖.  พระพุทธเจ้าตรัสสอนภิกษุให้ประพฤติตนในการเข้าไปใกล้ตระกูลโดยยกพระมหากัสสปะเป็นตัวอย่างไว้อย่างไร ?

  ๖.  ตรัสสอนไว้มาก โดยสรุปทรงสอนว่า ท่านพระมหากัสสปะมีความสำรวมระวังอย่างยิ่ง ทำตนเป็นผู้ใหม่อยู่เสมอ ไม่ลำพอง ไม่ติดข้อง วางเฉยกับอิฏฐารมณ์และอนิฏฐารมณ์ที่ประสบได้ทุกอย่าง ฯ

  ๗.  ธรรม ๓๗ ประการมีสติปัฏฐาน ๔ เป็นต้น มีมรรคมีองค์ ๘ เป็นที่สุด เรียกชื่อว่าธรรมอะไรได้บ้าง ?  เรียกอย่างนั้นเพราะเหตุไร ?

  ๗.  เรียกชื่อว่า อภิญญาเทสิตธรรม เพราะเป็นธรรมที่พระองค์ทรงแสดงด้วยพระปัญญาอันยิ่ง และเรียกชื่อว่า โพธิปักขิยธรรม เพราะธรรมเหล่านี้เป็นฝักฝ่ายแห่งความตรัสรู้ ฯ

  ๘.  โมฆราชมาณพคิดจะทูลถามปัญหากะพระพุทธองค์ ๓ ครั้ง   แต่มิได้ทูลถามเพราะเหตุไร ?

  ๘.  ในครั้งที่ ๑ ไม่ได้ทูลถามเพราะเห็นว่าอชิตมาณพเป็นผู้ใหญ่กว่า จึงยอมให้ทูลถามก่อน ในครั้งที่ ๒ และ ๓  ไม่ได้ทูลถามเพราะพระพุทธองค์ตรัสห้ามไว้ ฯ

  ๙.  ในพุทธประวัติกล่าวถึงบุคคลต่อไปนี้คือ โสตถิยพราหมณ์ หุหุกชาติพราหมณ์โทณพราหมณ์ ว่าอย่างไรบ้าง ?

  ๙.  โสตถิยพราหมณ์ เป็นพราหมณ์ที่ถวายหญ้าแด่พระมหาบุรุษในเวลาเย็นแห่งวันตรัสรู้หุหุกชาติพราหมณ์ เป็นพราหมณ์ที่เข้าเฝ้าทูลถามปัญหากะพระพุทธองค์ขณะประทับ ณ ภายใต้ร่มไม้อชปาลนิโครธ

        โทณพราหมณ์ เป็นพราหมณ์ที่ทำหน้าที่แบ่งพระบรมสารีริกธาตุแก่กษัตริย์และพราหมณ์ทั้ง ๘ พระนคร ฯ

๑๐. พุทธบริษัท ๔ คือ ใครบ้าง ?  ผู้ตั้งอยู่ในเอตทัคคะทางพระธรรมกถึกของแต่ละฝ่ายคือใคร ?

๑๐. คือ ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา ฯ

        ฝ่ายภิกษุ คือ พระปุณณมันตานีบุตรเถระ

        ฝ่ายภิกษุณี คือ พระธัมมทินนาเถรี

        ฝ่ายอุบาสก คือ จิตตคฤหบดี

        ฝ่ายอุบาสิกา คือ นางขุชชุตตรา ฯ

  .  ในสังฆกรรมทั้ง ๔ นั้น การสวดอนุสาวนามีอยู่ในกรรมไหนบ้าง ?  ในแต่ละกรรมนั้นให้สวดกี่ครั้ง ?

  ๑.  มีอยู่ใน ญัตติทุติยกรรม และ ญัตติจตุตถกรรม ฯ  ในญัตติทุติยกรรมให้สวด  ๑ ครั้ง  ในญัตติจตุตถกรรมให้สวด ๓ ครั้ง ฯ

  ๒.  สีมาเป็นหลักสำคัญแห่งสังฆกรรมอย่างไร ? พัทธสีมามีกำหนดขนาดพื้นที่ไว้อย่างไร ?

  ๒.  สีมาเป็นเขตประชุมของสงฆ์ผู้ทำกรรม พระศาสดาทรงพระอนุญาตให้สงฆ์พร้อมเพรียงกันทำภายในสีมา เพื่อจะรักษาสามัคคีในสงฆ์ ฯ   อย่างนี้ คือ กำหนดไม่ให้สมมติสีมาเล็กเกินไปจนจุภิกษุ ๒๑ รูป นั่งไม่ได้และ        ไม่ให้สมมติสีมาใหญ่เกินไปกว่า ๓ โยชน์ ฯ

  ๓.  ภิกษุได้รับอานิสงส์กฐิน เข้าบ้านในเวลาวิกาลโดยไม่บอกลา ต้องอาบัติอะไรหรือไม่ ?  เพราะเหตุไร ?

  ๓.  ในกรณีที่รับนิมนต์แล้ว ไปในที่นิมนต์ ภายหลังภัตรเข้าบ้านโดยไม่บอกลา     ไม่ต้องอาบัติ ซึ่งได้รับยกเว้นด้วยอานิสงส์ที่ว่าเที่ยวไปไม่ต้องบอกลา ตามสิกขาบทที่ ๖ แห่งอเจลกวรรค ในปาจิตติยกัณฑ์ ฯ  แต่ในกรณีที่ไม่ได้รับนิมนต์ เข้าบ้านในเวลาวิกาล ต้องอาบัติปาจิตตีย์ ตามสิกขาบทที่ ๓ แห่งรัตนวรรค ในปาจิตติยกัณฑ์ ยกเว้นในกรณีรีบด่วน เช่นภิกษุถูกงูกัดรีบเข้าไปเพื่อหายา หรือตามหมอ ฯ

  .  วัตถุสมบัติในการอุปสมบทคืออะไร ?  ต้องประกอบด้วยคุณสมบัติอะไรบ้าง ?

  ๔.  คือผู้จะเข้ารับการอุปสมบท ฯ  ประกอบด้วยคุณสมบัติ ๕ ประการ  คือ          .      เป็นชาย

             .  มีอายุครบ ๒๐ ปี

             .  ไม่เป็นมนุษย์วิบัติ  เช่นถูกตอน  หรือเป็นกะเทย

             .  ไม่เคยทำอนันตริยกรรม 

             .  ไม่เคยต้องปาราชิกหรือไม่เคยเข้ารีตเดียรถีย์ทั้งที่เป็นภิกษุ

  ๕.  อภัพพบุคคลที่ถูกห้ามอุปสมบทเพราะกระทำผิดต่อพระศาสนา มีกี่ประเภท ? ใครบ้าง ?

  ๕.  มี ๗ ประเภท คือ

             . คนฆ่าพระอรหันต์

             . คนทำร้ายภิกษุณี ได้แก่ผู้ข่มขืนภิกษุณีในอัธยาจาร

             . คนลักเพศ คือคนถือเพศเป็นภิกษุเอง

             . ภิกษุไปเข้ารีตเดียรถีย์

             . ภิกษุต้องปาราชิก

             . ภิกษุทำสังฆเภท

              . คนทำร้ายพระศาสดาจนถึงห้อพระโลหิต ฯ

  ๖.  อธิกรณ์อันสงฆ์วินิจฉัยแล้ว ฝ่ายไม่ชอบใจจักอุทธรณ์ได้หรือไม่ ?  จงตอบให้มีหลัก

  ๖.  อุทธรณ์ได้ก็มี อุทธรณ์ไม่ได้ก็มี โดยอธิบายว่า ตามสิกขาบทที่ ๓ แห่งสัปปาณวรรค ปาจิตติยกัณฑ์ โจทก์ก็ดี จำเลยก็ดี สงฆ์ก็ดี รู้อยู่ว่าอธิกรณ์นั้น สงฆ์หมู่นั้นวินิจฉัยเป็นธรรมแล้ว ฟื้นขึ้นเพื่อวินิจฉัยใหม่ ต้องอาบัติปาจิตตีย์ อย่างนี้อุทธรณ์ไม่ได้  แต่ถ้าเห็นว่าไม่เป็นธรรม ฟื้นขึ้นไม่เป็นอาบัติ อย่างนี้ อุทธรณ์ได้ ฯ

  .  ปริวาส คืออะไร ?  มานัต คืออะไร ?

  ๗.  ปริวาส คือ การประพฤติวัตรพิเศษอย่างหนึ่งเท่าจำนวนวันที่ปกปิดอาบัติไว้ ก่อนจะประพฤติมานัตต่อไป ฯ 

        มานัต คือ การประพฤติวัตรพิเศษอย่างหนึ่ง เป็นเวลา ๖ ราตรี เพื่อออกจากอาบัติสังฆาทิเสส ฯ

พระราชบัญญัติคณะสงฆ์

  ๘.  มหาเถรสมาคมมีอำนาจหน้าที่อะไรบ้าง ?

  ๘.  มีอำนาจหน้าที่ดังนี้

              ๑. ปกครองคณะสงฆ์ให้เป็นไปโดยเรียบร้อยดีงาม

              ๒. ปกครองและกำหนดการบรรพชาสามเณร

             ๓.  ควบคุมและส่งเสริมการศาสนศึกษา การศึกษาสงเคราะห์ การเผยแผ่ การสาธารณูปการ  และการสาธารณสงเคราะห์ของคณะสงฆ์

             ๔. รักษาหลักพระธรรมวินัยของพระพุทธศาสนา

             ๕.  ปฏิบัติหน้าที่อื่น ๆ ตามที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัตินี้ หรือกฎหมายอื่น ฯ

  ๙.  ตามมาตรา ๒๗ แห่งพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๓๕  กำหนดให้พระภิกษุสละสมณเพศในกรณีใดบ้าง ?

  ๙.  ในกรณีใดกรณีหนึ่ง ดังต่อไปนี้

             ๑. ต้องคำวินิจฉัยตามมาตรา ๒๕ ให้รับนิคหกรรมไม่ถึงให้สึก แต่ไม่ยอมรับนิคหกรรมนั้น

             ๒. ประพฤติล่วงละเมิดพระธรรมวินัยเป็นอาจิณ

             ๓. ไม่สังกัดอยู่ในวัดใดวัดหนึ่ง

             ๔. ไม่มีวัดเป็นที่อยู่เป็นหลักแหล่ง ฯ

๑๐. ที่วัดและที่ธรณีสงฆ์ได้แก่ที่เช่นไร ? นาย ก ได้รับอนุญาตจากเจ้าอาวาสให้เข้าปลูกบ้านอยู่อาศัยในที่เช่นนั้นนานเกินสิบปี ภายหลังจะยึดที่ดินผืนนั้นเป็นสมบัติส่วนตัว จึงยกอายุความขึ้นต่อสู้กับวัด  โดยอ้างสิทธิครอบครองได้หรือไม่ ?  เพราะเหตุไร ?

๑๐. ที่วัด คือที่ที่ตั้งวัดตลอดจนเขตของวัดนั้น ที่ธรณีสงฆ์ คือที่ซึ่งเป็นสมบัติของวัด ฯไม่ได้  เพราะมาตรา ๓๔ วรรคสาม แห่งพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๓๕ บัญญัติว่า ห้ามมิให้บุคคลใดยกอายุความขึ้นต่อสู้กับวัดหรือสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติแล้วแต่กรณี ในเรื่องทรัพย์สินอันเป็นที่วัด ที่ธรณีสงฆ์ หรือที่ศาสนสมบัติกลาง ฯ

.      หิริกับโอตตัปปะ ต่างกันอย่างไร ?

          ๑.      ต่างกันอย่างนี้ หิริ คือ ความละอายใจตนเองที่จะประพฤติชั่ว ส่วนโอตตัปปะ คือ ความเกรงกลัวผลของความชั่วที่ตนจะได้รับ ฯ

.      คำว่า  พระธรรม  ในรัตนะ ๓ คืออะไร ?  มีคุณอย่างไร ?

          ๒.      คือคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า ฯ  

                   มีคุณ คือ รักษาผู้ปฏิบัติไม่ให้ตกไปในที่ชั่ว ฯ

.      โอวาทของพระพุทธเจ้ามีกี่อย่าง ?  อะไรบ้าง ?

          ๓.      มี ๓ อย่าง คือ

          .      เว้นจากทุจริต คือ ประพฤติชั่วด้วยกาย วาจา ใจ

          .      ประกอบสุจริต คือประพฤติชอบด้วยกาย วาจา ใจ

                      .กระทำใจของตนให้หมดจดจากเครื่องเศร้าหมองใจ

                   มีโลภ โกรธ หลงเป็นต้น ฯ

.      คนเราจะประพฤติดีหรือประพฤติชั่วมีมูลเหตุมาจากอะไร

          ๔.      คนประพฤติดีมีมูลเหตุมาจากอโลภะ อโทสะ อโมหะ  

                   ส่วนคนประพฤติชั่วมีมูลเหตุมาจากโลภะ โทสะ โมหะ ฯ

.      ปธานคือความเพียร ๔ มีอะไรบ้าง ?  งดเหล้าเข้าพรรษาอนุโลมเข้าในปธานข้อไหน ?

          ๕.      มี   ๑. สังวรปธาน  เพียรระวังไม่ให้บาปเกิดขึ้นในสันดาน

          ๒.      ปหานปธาน เพียรละบาปที่เกิดขึ้นแล้ว

          ๓.      ภาวนาปธาน         เพียรให้กุศลเกิดขึ้นในสันดาน

          ๔.      อนุรักขนาปธาน    เพียรรักษากุศลที่เกิดขึ้นแล้วมิให้เสื่อม ฯอนุโลมเข้าในปหานปธาน

.      อุทธัจจกุกกุจจะ คือความฟุ้งซ่านและรำคาญ จัดเข้าในขันธ์ไหนในขันธ์ ๕ ?  เพราะเหตุไร ?

          ๖.      จัดเข้าในสังขารขันธ์ ฯ     เพราะความฟุ้งซ่านและรำคาญ เป็นเจตสิกธรรมที่เกิดขึ้นกับใจ ฯ

.      อริยทรัพย์ คือทรัพย์เช่นไร ?  เมื่อเทียบกับทรัพย์สินมีเงินทอง เป็นต้น ดีกว่ากันอย่างไร ?

          ๗.      คือ คุณงามความดีอย่างประเสริฐที่เกิดมีขึ้นในสันดาน มี ศรัทธา ศีล  เป็นต้น ฯ

          ดีกว่ากัน เพราะเป็นคุณธรรมเครื่องบำรุงจิตให้อบอุ่น ไม่ต้องกังวล     เดือดร้อน ใครจะแย่งชิงไปไม่ได้ ใช้เท่าใดก็ไม่ต้องกลัวหมดสิ้น  ทั้งสามารถติดตามไปได้ถึงชาติหน้า  เป็นที่พึ่งในสัมปรายภพได้ด้วย ฯ

.      คิหิปฏิบัติ คืออะไร ?  หมวดธรรมต่อไปนี้ คือ

                             . อิทธิบาท ๔               

                             . สังคหวัตถุ ๔             

                             . อธิษฐานธรรม ๔

                             . ทิฏฐธัมมิกัตถประโยชน์ ๔  

                             . ปาริสุทธิศีล ๔ 

                   หมวดไหนมีในคิหิปฏิบัติ ?

          ๘.      คือ หลักปฏิบัติของคฤหัสถ์ ฯ

                    ข้อ ๒. และข้อ ๔. มีในคิหิปฏิบัติ ฯ

.      ผู้อยู่ครองเรือนควรมีธรรมของฆราวาสเป็นหลักปฏิบัติจึงจะอยู่เป็นสุข ธรรมของฆราวาสนั้นมีอะไรบ้าง ?

          ๙.      มี   

๑.      สัจจะ สัตย์ซื่อต่อกัน

          ๒.      ทมะ   รู้จักข่มจิตของตน

          ๓.      ขันติ   อดทน

          ๔.      จาคะสละให้ปันสิ่งของของตนแก่คนที่ควรให้ปัน

๑๐.   นาย ก เป็นผู้ฉลาดในการเล่นพนันฟุตบอล เขาหวังให้นาย

             ข ผู้เป็นเพื่อน มีเงินทองไว้ก่อร่างสร้างตัว จึงชักชวน นาย ข ให้เล่นด้วย นาย กจัดเข้าในประเภทมิตรแนะประโยชน์ได้หรือไม่ ?  เพราะเหตุไร ?

          ๑๐.   ไม่ได้    

                   เพราะ นาย ก กำลังชักชวนในทางฉิบหาย ผิดลักษณะมิตรแนะประโยชน์ ฯ

...............................................................

๑.      พุทธประวัติว่าด้วยเรื่องอะไร ?  มีความสำคัญอย่างไรที่ต้องเรียนรู้ ?

          ๑.      ว่าด้วยเรื่องความเป็นมาของพระพุทธเจ้า เป็นการแสดงพระพุทธจริยาในด้านต่างๆ ของพระองค์ให้ปรากฏ ฯ มีความสำคัญในการศึกษาและปฏิบัติพระพุทธศาสนา เพราะแสดงพระพุทธจริยาให้ปรากฏ เช่นเดียวกับตำนานย่อมมีความสำคัญต่อชาติของตนที่ให้รู้ได้ว่าชาติได้เป็นมาแล้วอย่างไร ฯ

.      พระนามและนามต่อไปนี้ เกี่ยวข้องกับเจ้าชายสิทธัตถะอย่างไร ?

          .      มหาปชาบดีโคตมี

          .      อสิตดาบส (กาฬเทวิลดาบส)

          ๒.      .      มหาปชาบดีโคตมี เป็นพระมาตุจฉา คือพระน้านางของเจ้าชายสิทธัตถะ

          .      อสิตดาบส (กาฬเทวิลดาบส) คือ ดาบสผู้เป็นที่คุ้นเคยของราชสกุล ได้เข้าเฝ้าพระเจ้าสุทโธทนะ เมื่อเจ้าชายสิทธัตถะประสูติใหม่ๆ และพยากรณ์ว่า พระราชกุมารจะได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิราช หรือศาสดาเอกในโลก ฯ

.      เจ้าชายสิทธัตถะทรงปรารภอะไรจึงเสด็จออกบรรพชา ? หลังจากบรรพชาแล้วกี่ปีจึงตรัสรู้ ?

          ๓.      ทรงปรารภความแก่ ความเจ็บ ความตาย และสมณะ (เทวทูต ๔) ฯ ๖ ปี จึงตรัสรู้ ฯ

.      พระพุทธเจ้าประสูติ ตรัสรู้ ปรินิพพานที่ใต้ต้นไม้อะไร ?

          ๔.      ประสูติ และ ปรินิพพาน ใต้ต้นสาละตรัสรู้ ใต้ต้นโพธิ์ (อัสสัตถพฤกษ์)

.ในปฐมเทศนา พระพุทธเจ้าทรงแสดงอริยสัจไว้เท่าไร ?  อะไรบ้าง ?

          ๕.ทรงแสดงอริยสัจไว้ ๔ ประการ ฯ คือ       

                   .      ทุกข์

                   .      สมุทัย

                   .      นิโรธ

                   .      มรรค ฯ

.เพราะเหตุใดพระพุทธเจ้าทรงเลือกแคว้นมคธเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธศาสนาเป็นครั้งแรก ?

๖.เพราะแคว้นมคธเป็นเมืองใหญ่มีอำนาจและบริบูรณ์ด้วยสมบัติ คับคั่งด้วยประชาชน พระเจ้าพิมพิสารทรงปกครองโดยสิทธิ์ขาด ทั้งเป็นที่อยู่แห่งครูเจ้าลัทธิมากกว่ามาก

.      ผู้ใดได้ถวายภัตตาหารมื้อแรกหลังจากตรัสรู้ และภัตตาหารมื้อสุดท้ายก่อนปรินิพพานแก่พระพุทธเจ้า ?

๗.ตปุสสะและภัลลิกะ ๒ พาณิช ได้ถวายภัตตาหารมื้อแรกหลังจากตรัสรู้แล้ว นายจุนทกัมมารบุตร ได้ถวายภัตตาหารมื้อสุดท้ายก่อนปรินิพพาน ฯศาสนพิธี

.      จงให้ความหมายของคำต่อไปนี้

                             ก.      กุศลพิธี      

                             .      พุทธมามกะ

                             .      บุญพิธี

                             .       ปาฏิบุคลิกทาน    

                             .      สังฆทาน

๘.      .กุศลพิธี หมายถึง พิธีการบำเพ็ญกุศล

          ข.พุทธมามกะ หมายถึง ผู้ประกาศตนว่าเป็นผู้รับนับถือพระพุทธเจ้าเป็นการแสดงตนให้ปรากฏว่ายอมรับนับถือพระพุทธศาสนาประจำชีวิตของตน

                   ค.บุญพิธี หมายถึง พิธีการทำบุญ

                   ง.ปาฏิบุคลิกทาน หมายถึง ทานที่ถวายเจาะจงเฉพาะรูปนั้นรูปนี้

                   จ.สังฆทาน หมายถึง ทานที่ถวายไม่เจาะจงรูปใด มอบเป็นของกลางให้สงฆ์เฉลี่ยกันใช้สอย ฯ

.การแสดงความเคารพพระมีกี่วิธี ?  อะไรบ้าง ?

          ๙.มี ๓ วิธี ฯคือ     

          .ประนมมือ ในบาลีเรียกว่า ทำอัญชลี

          .ไหว้ ในบาลีเรียกว่า นมัสการ

          .กราบ ในบาลีเรียกว่า อภิวาท ฯ

๑๐.   การกรวดน้ำมีวิธีทำอย่างไรบ้าง ?  คำกรวดน้ำแบบย่อที่สุดว่าอย่างไร ?

          ๑๐.วิธีกรวดน้ำ คือเตรียมน้ำสะอาดใส่ไว้ในภาชนะที่ใส่น้ำกรวด พอพระสงฆ์เริ่มอนุโมทนาด้วยบทว่า ยถา… ก็เริ่มกรวดน้ำ  โดยตั้งใจนึกอุทิศส่วนบุญ ฯคำกรวดน้ำแบบย่อว่า อิทํ เมาตีนํ โหตุ แปลว่า ขอบุญกุศลนี้จงสำเร็จแก่ญาติทั้งหลายของข้าพเจ้าเถิด หรือ สุขิตา โหนฺตุาตโย แปลว่า ขอญาติทั้งหลายจงเป็นสุขๆ เถิด ฯ

 

๑.      พระศาสดาผู้เป็นสังฆบิดรดูแลภิกษุสงฆ์ ทรงทำหน้าที่ทางพระวินัยอย่างไร ?

          ๑.      ทรงทำหน้าที่ ๒ ประการ คือ

          .      ทรงตั้งพุทธบัญญัติเพื่อป้องกันความประพฤติเสียหาย และวางโทษแก่ภิกษุผู้ล่วงละเมิดด้วยปรับอาบัติหนักบ้าง เบาบ้าง

         .      ทรงตั้งขนบธรรมเนียม ซึ่งเรียกว่าอภิสมาจารเพื่อชักนำความประพฤติของภิกษุสงฆ์ให้ดีงาม ฯ

.ทำไมต้องมีพระวินัยสำหรับปกครองหมู่ภิกษุ และหมู่ภิกษุทำไมต้องประพฤติตามพระวินัย ?

          ๒.หากจะไม่มีพระวินัยสำหรับปกครอง หรือหมู่ภิกษุจะไม่ประพฤติตามพระวินัย ก็จะเป็นหมู่ภิกษุที่เลวทราม ไม่เป็นที่ตั้งแห่งศรัทธาและเลื่อมใส แต่ถ้าต่างรูปประพฤติตามพระวินัย ก็จะเป็นหมู่ภิกษุที่ดี ทำให้เกิดศรัทธาเลื่อมใส พระวินัยจึงรักษาหมู่ภิกษุให้ตั้งอยู่เป็นอันดี และทำให้เป็นหมู่ที่งดงาม ฯ

.      คำว่า ต้องอาบัติ หมายความว่าอย่างไร ?  อาบัติมีโทษกี่สถาน ?  อะไรบ้าง ?

          ๓.หมายความว่า ต้องโทษ คือมีความผิดฐานละเมิดข้อที่พระพุทธเจ้าทรงห้าม ฯ  มี ๓ สถาน คือ อย่างหนัก อย่างกลาง และ อย่างเบา (หรือจะตอบว่า มี ๒ สถาน คือ แก้ไขได้ และแก้ไขไม่ได้ ก็ได้)

.      กิจที่บรรพชิตไม่ควรทำซึ่งเรียกว่า อกรณียกิจ มีกี่อย่าง ?  อะไรบ้าง ?

๔.      มี ๔ อย่าง คือ

          .      เสพเมถุน

          .      ลักของเขา

          .      ฆ่าสัตว์

          .      พูดอวดคุณวิเศษที่ไม่มีในตน ฯ

          .      อุตตริมนุสสธรรม คืออะไร ?  มีอะไรบ้าง ?

          ๕.      คือ ธรรมอันยิ่งของมนุษย์ หรือคุณอย่างยวดยิ่งของมนุษย์ ฯ  มี ฌาน วิโมกข์ สมาธิ สมาบัติ มรรค ผล นิพพาน ฯ

          .      ในอทินนาทานสิกขาบท กำหนดราคาทรัพย์ เป็นวัตถุแห่งอาบัติไว้อย่างไรบ้าง ?

          ๖.      ทรัพย์มีราคาตั้งแต่ ๕ มาสก ขึ้นไป เป็นวัตถุแห่งอาบัติปาราชิกทรัพย์มีราคาต่ำกว่า ๕ มาสก แต่สูงกว่า ๑ มาสก เป็นวัตถุแห่งอาบัติถุลลัจจัยทรัพย์มีราคาตั้งแต่ ๑ มาสก ลงไป เป็นวัตถุแห่งอาบัติทุกกฏ

.ภิกษุมีความกำหนัดจับต้องกายหญิง กะเทย บุรุษ สัตว์ดิรัจฉานเพศผู้สัตว์ดิรัจฉานเพศเมีย ต้องอาบัติอะไร ?

          ๗.ภิกษุมีความกำหนัดจับต้องกายหญิง ต้องสังฆาทิเสส จับต้องกายกะเทย ต้องถุลลัจจัย จับต้องกายบุรุษ จับต้องสัตว์ดิรัจฉานทั้งเพศผู้เพศเมีย ต้องทุกกฏ

.นิสสัคคิยปาจิตตีย์ หมายความว่าอย่างไร ?  ภิกษุต้องอาบัตินี้แล้วทำอย่างไรจึงจะพ้น ?

          ๘.นิสสัคคิยปาจิตตีย์ หมายความว่า อาบัติปาจิตตีย์ ที่จำต้องสละสิ่งของ ฯ  ภิกษุต้องอาบัตินี้แล้วต้องสละสิ่งของอันเป็นเหตุให้ต้องอาบัตินั้นก่อนแล้วแสดงอาบัติจึงพ้นจากอาบัตินั้นได้ ฯ

.      ภิกษุกำลังฟังพระปาฏิโมกข์อยู่ กล่าวขึ้นว่า “จะสวดไปทำไม ฟังก็ไม่รู้เรื่อง น่าเบื่อน่ารำคาญ”  เช่นนี้ต้องอาบัติอะไร ?  เพราะเหตุไร ?

๙.      ต้องอาบัติปาจิตตีย์ ฯ  เพราะก่นสิกขาบท ฯ

๑๐.   เสขิยวัตร คืออะไร ?  มีกี่ข้อ ?  ภิกษุละเมิดต้องอาบัติอะไร ?

๑๐.   คือวัตรที่ภิกษุจะต้องศึกษา ฯ มี ๗๕ ข้อ ฯ  ต้องอาบัติทุกกฏ

.      มูลกัมมัฏฐาน คืออะไร ?  เจริญอย่างไรเป็นอารมณ์ของสมถะ ? เจริญอย่างไรเป็นอารมณ์ของวิปัสสนา ?

.      คือ กัมมัฏฐานเดิม ได้แก่ เกสา โลมา นขา ทันตา ตโจ ที่พระอุปัชฌาย์สอนก่อนบรรพชา ฯถ้าเพ่งกำหนดให้จิตสงบด้วยภาวนา จัดเป็นอารมณ์ของสมถะ ถ้ายกขึ้นพิจารณาแยกออกเป็นส่วนๆ ให้เห็นตามความเป็นจริงโดยสามัญลักษณะจัดเป็นอารมณ์ของวิปัสสนา ฯ

.      ปฏิสันถาร คืออะไร ?  จงแสดงวิธีปฏิสันถารตามความรู้ที่ได้ศึกษามา ?

.      คือ การต้อนรับผู้มาเยือนด้วยการพูดจาปราศรัย หรือด้วยการรับรองด้วยของ  ต้อนรับตามสมควรด้วยไมตรีจิต ฯ ปฏิสันถารที่ได้ศึกษามามี ๒ อย่าง คือ

          .      อามิสปฏิสันถาร ปฏิสันถารด้วยสิ่งของ ได้แก่การจัดหาวัตถุสิ่งของต้อนรับ เช่น ข้าว น้ำ หรือที่พัก เป็นต้น

          .      ธัมมปฏิสันถาร ปฏิสันถารด้วยธรรม ได้แก่การแสดงการต้อนรับตามความเหมาะสมแก่ผู้มาเยือน หรือการให้คำแนะนำในสิ่งที่เป็นประโยชน์ เป็นต้น ฯ

          .      อกุศลวิตก ๓  มีโทษอย่างไร ?  แก้ด้วยวิธีอย่างไร ?

          .      กามวิตกทำใจให้เศร้าหมอง เป็นเหตุให้มัวเมาติดอยู่ในกามสมบัติ พยาบาทวิตก   ทำให้เดือดร้อนกระวนกระวายใจ คิดทำร้ายผู้อื่น วิหิงสาวิตก         ย่อมครอบงำจิต ให้คิดเบียดเบียนผู้อื่นโดยเห็นแก่ประโยชน์สุขส่วนตัว ฯ กามวิตก แก้ด้วยการเจริญกายคตาสติและอสุภกัมมัฏฐาน พยาบาทวิตก แก้ด้วยการเจริญเมตตาพรหมวิหารวิหิงสาวิตก แก้ด้วยการเจริญกรุณาพรหมวิหารและโยนิโสมนสิการ ฯ

.      พรหมวิหารกับอัปปมัญญา ต่างกันอย่างไร ?  อย่างไหนเป็นปฏิปทาโดยตรงของภิกษุในพระธรรมวินัยนี้ ?

.      ต่างกันโดยวิธีแผ่ คือ แผ่โดยเจาะจงตัวก็ดี โดยไม่เจาะจงตัวก็ดี แต่ยังจำกัดหมู่นั้นหมู่นี้จัดเป็นพรหมวิหาร ถ้าแผ่โดยไม่เจาะจงไม่จำกัดจัดเป็นอัปปมัญญาอัปปมัญญาเป็นปฏิปทาของภิกษุในพระธรรมวินัยนี้ ฯ

.      ทักขิณา คืออะไร ?  ทักขิณานั้น จะบริสุทธิ์หรือไม่บริสุทธิ์  มีอะไรเป็นเครื่องหมาย ?

.      คือ ของทำบุญ ฯ มีกัลยาณธรรมของทายก หรือปฏิคาหกฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง เป็นเครื่องหมายให้รู้ว่า บริสุทธิ์ และมีความเป็นผู้ทุศีลและอธรรม ของทายกหรือปฏิคาหกฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเป็นเครื่องหมายให้รู้ว่า ไม่บริสุทธิ์ ฯ

.      มาร คืออะไร ?  เฉพาะอภิสังขารมาร หมายถึงอะไร ?

.      คือ สิ่งที่ล้างผลาญทำลายความดี ชักนำให้ทำบาปกรรม ปิดกั้นไม่ให้ทำความดี จนถึงปิดกั้นไม่ให้เข้าใจสรรพสิ่งตามความเป็นจริง

หมายถึง อกุศลกรรม ฯ

.พระธรรมคุณบทใด  มีความหมายตรงกับคำว่า “ท้าให้มาพิสูจน์ได้”?      พระธรรมคุณบทนั้น  มีอธิบายว่าอย่างไร ?

.      บทว่า เอหิปัสสิโก ฯมีอธิบายว่า พระธรรมของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าสามารถที่จะให้พิสูจน์ได้ทุกเวลาและสามารถนำไปประพฤติในชีวิตประจำวันเพื่อประโยชน์สุขได้

.      บารมี คืออะไร ?  อธิษฐานบารมี คือการทำอย่างไร ?

.      ปฏิปทาอันยิ่งยวด หรือคุณธรรมที่ประพฤติอย่างยิ่งยวด ได้แก่ ความดีที่บำเพ็ญอย่างพิเศษ เพื่อบรรลุเป้าหมายสูงสุด ฯ คือความตั้งใจมั่นตัดสินใจเด็ดเดี่ยว วางจุดหมายแห่งการกระทำของตนไว้แน่นอนและดำเนินตามนั้นอย่างแน่วแน่ ฯ

.      คำต่อไปนี้มีความหมายอย่างไร ?

          .      ชนกกรรม     

          .      อุปัตถัมภกกรรม    

          .      ทิฏฐธัมมเวทนียกรรม

          .       อุปปัชชเวทนียกรรม    

          .      กตัตตากรรม

๙.                ก.      กรรมแต่งให้เกิด            

                   ข. กรรมสนับสนุน          

                   ค. กรรมให้ผลในภพนี้

                   ง. กรรมให้ผลในภพหน้า          

                   จ. กรรมสักว่าทำ คือกรรมที่ทำด้วยไม่จงใจ ฯ

๑๐. ธุดงค์ ท่านบัญญัติไว้เพื่อประโยชน์อะไร ?  อารัญญิกังคธุดงค์ คือการถือปฏิบัติอย่างไร ?

๑๐. เพื่อเป็นอุบายขัดเกลากิเลส และเป็นไปเพื่อความมักน้อยสันโดษ ฯ      คือ การถืออยู่ป่าเป็นวัตร หมายถึงการพักอาศัยปฏิบัติธรรมอยู่ในป่าหรือ บริเวณป่าและจะต้องห่างจากบ้านคนอย่างน้อย ๒๕ เส้น หรือ ๕๐๐ ชั่วธนู ฯ

  .  อนุพุทธบุคคล คือใคร ? ท่านเหล่านั้นมีความสำคัญต่อพระศาสดา       อย่างไร ?

  .  คือ สาวกผู้ตรัสรู้ตามพระพุทธเจ้า ฯ มีความสำคัญอย่างนี้ แม้พระศาสดาได้ตรัสรู้และทรงแสดงธรรม แต่เมื่อ
        ขาดผู้รู้ธรรมและรับปฏิบัติ ความตรัสรู้ของพระองค์ก็ไม่สำเร็จประโยชน์ ฯ

  ๒.  พระอัญญาโกณฑัญญะ  ใคร่ครวญดูตามประวัติ ความเชื่อถือของท่านหนักไปทางไหน ในตำราทายลักษณะหรือในอัตตกิลมถานุโยคปฏิบัติ ?       ขอฟังเหตุผล

  .  เห็นว่าหนักไปในอัตตกิลมถานุโยคปฏิบัติ เหตุผลคือ เดิมท่านเชื่อตำรา แน่ใจ จึงบวชตามและเฝ้าอุปัฏฐาก ครั้นเห็นทรงเลิกทุกรกิริยา ก็สิ้นหวังนี่ก็เพราะเชื่อมั่นในอัตตกิลมถานุโยคปฏิบัติว่า เลิกเสียเป็นอันไม่สำเร็จเมื่อพระองค์ตรัสบอกว่า สำเร็จแล้ว ก็คัดค้านไม่เชื่อถือ อาการที่คัดค้าน และพูดถ้อยคำที่แสดงอคารวะนั้น เป็นเครื่องยืนยันความเห็นดังกล่าว ฯ

.พระยสะมีมารดาบิดาตั้งภูมิลำเนาอยู่ที่ไหน ? ออกบวชเพราะเหตุไร

  .  อยู่ที่เมืองพาราณสี ใกล้ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน ฯ

        เพราะมีความเบื่อหน่ายในการครองฆราวาส เนื่องจากได้เห็นอาการของ        พวกชนบริวารอันวิปริตไปโดยอาการต่างๆ ไม่เป็นที่ตั้งแห่งการยังจิตให้เพลิดเพลิน จึงได้เดินออกจากเรือนไปพบพระพุทธองค์ได้ฟังพระธรรมเทศนาจนบรรลุเป็นพระอรหันต์ จึงได้ออกบวช ฯ

  .  ความเป็นผู้มีบริวารมาก  เป็นผลมาจากอะไร ?  และดีอย่างไร ?  พระสาวกองค์ใดได้รับการยกย่องว่าเลิศในทางนี้ ?

  .  เป็นผลมาจากความรู้จักเอาใจบริษัท รู้จักสงเคราะห์ด้วยอามิสบ้าง     ด้วยธรรมบ้าง ฯ ดีอย่างนี้คือ ภิกษุผู้ประกอบด้วยคุณสมบัติเห็นปานนี้ ย่อมเป็นผู้อัน
        บริษัทรักใคร่นับถือ สามารถควบคุมบริษัทไว้อยู่ เป็นผู้อันจะพึงปรารถนาในสาวกมณฑล ฯ พระอุรุเวลกัสสปะ ฯ

  .  เมื่อเอ่ยถึง  พระสารีบุตร ทำให้นึกถึงพระสาวกอีกองค์หนึ่ง คือใคร ?ท่านได้บรรลุพระอรหัตและนิพพานที่ไหน ? ก่อนหรือหลังพระสารีบุตรกี่วัน ?

  . คือพระโมคคัลลานะ ฯ ท่านได้บรรลุพระอรหัตที่บ้านกัลลวาลมุตตคาม แขวงมคธ ก่อนพระ สารีบุตร ๘ วัน และนิพพานที่ตำบลกาฬศิลา แขวงมคธ หลังพระสารีบุตร๑๕ วัน ฯ

  .  พระสาวกผู้ปรารภเหตุว่า “ผู้อยู่ครองเรือนต้องคอยนั่งรับบาป เพราะการงานที่ผู้อื่นทำไม่ดี” แล้วมีใจเบื่อหน่ายสละทรัพย์สมบัติออกบวชคือใคร ?  ท่านได้รับยกย่องจากพระศาสดาว่า  เป็นผู้เลิศในทางไหน ?เพราะเหตุใด ?

  . คือ พระมหากัสสปะ ฯ ท่านได้รับยกย่องจากพระศาสดาว่า เป็นผู้เลิศในทางถือธุดงค์ เพราะ
        ท่านถือธุดงค์ ๓ อย่างเป็นประจำ คือ ทรงผ้าบังสุกุลจีวรเป็นวัตร ๑       เที่ยวบิณฑบาตเป็นวัตร ๑ อยู่ป่าเป็นวัตร ๑ ฯ

  .  พระสาวก ผู้อธิบายภัทเทกรัตตสูตรที่ทรงแสดงโดยย่อให้พิสดาร คือใคร ?  ท่านได้รับการสรรเสริญจากพระศาสดาว่าอย่างไร ?

  .  คือ พระมหากัจจายนะ ฯ ท่านได้รับสรรเสริญจากพระศาสดาว่า เป็นผู้ฉลาดในการอธิบายคำที่ย่อ ให้พิสดาร ฯ

  .  ศาสนพิธี คืออะไร ?  การศึกษาศาสนพิธีให้เข้าใจ มีประโยชน์อย่างไร ?

  .  คือ พิธีทางศาสนา ฯ มีประโยชน์คือ

             . ทำให้เข้าใจเรื่องของศาสนพิธีได้โดยถูกต้อง

             . ให้เห็นเป็นเรื่องสำคัญไม่ไร้สาระ

             . ทำให้ปฏิบัติได้ถูกต้อง ไม่ผิดเพี้ยนจากขนบธรรมเนียมประเพณี ฯ

  .  การทำวัตร  คืออะไร ?  ทำวัตรสวดมนต์  เพื่อความมุ่งหมายใด ?

  .  คือ การทำกิจวัตรของภิกษุสามเณรและอุบาสกอุบาสิกา เป็นการทำกิจที่ต้องทำประจำจนเป็นวัตร-ปฏิบัติ เรียกสั้นๆ ว่า ทำวัตร ฯความมุ่งหมายของการทำวัตรสวดมนต์นี้ บัณฑิตถือว่าเป็นอุบายสงบจิตไม่ให้คิดวุ่นวายตามอารมณ์ได้ชั่วขณะที่ทำ เมื่อทำประจำวันละ ๒ เวลาทั้งเช้าเย็นครั้งละครึ่งชั่วโมง หรือ ๑ ชั่วโมงเป็นอย่างน้อย ก็เท่ากับได้ใช้เวลาสงบจิตได้วันละไม่ต่ำกว่า ๑ ใน ๒๔ ชั่วโมง ฯ

๑๐. ในวันอุโบสถ พระธรรมกถึกให้ศีล ๘ เป็นอุโบสถศีล แต่มีผู้ศรัทธาจะรักษาเพียงศีล ๕ เท่านั้น  พึงปฏิบัติอย่างไร ?

๑๐. พึงปฏิบัติอย่างนี้ สมาทานเพียง ๕ ข้อ ในระหว่างข้อที่ ๓ ซึ่งพระธรรมกถึกให้ด้วยบทว่า อพฺรหฺมจริยา ... พึงรับสมาทานว่า กาเมสุ
     มิจฺฉาจารา
... และรับต่อไปจนครบ ๕ ข้อเมื่อครบแล้วก็กราบ ๓ ครั้ง
        ลดลงนั่งราบไม่ต้องรับต่อไป ฯ

 

*********

 

 

 

 

 

 

 

 

             ประวัติผู้รวบรวมเรียบเรียงเขียน

ชื่อสกุล                 นายธีรวัส บำเพ็ญบุญบารมี

วันเดือนปีเกิด         วันพฤหัสที่    กันยายน  พ.ศ. ๒๕๐๒

ที่อยู่ปัจจุบัน                ๔๓/๑๒ ถนนพุทธมณฑลสาย ๓ เขตบางแค

                             กรุงเทพมหานคร

วุฒิการศึกษา                                                             

มัธยมศึกษาสายสามัญโรงเรียนวัดราชาธิวาส แผนกวิทย์

นิติศาสตร์บัณฑิต   สมาชิกวิสามัญแห่งเนติบัณฑิตยสภา

พุทธศาสนศึกษามหาบัณฑิต มหามกุฎราชวิทยาลัย

ประสบการณ์การทำงาน

รับราชการที่มหาวิทยาลัยมหิดล คณะสาธารณะสุขศาสตร์

เป็นผู้ช่วยสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดอุทัยธานี

เป็นผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บริษัท พีไทย อาคิเต็ค  จำกัด

เป็นกรรมการผู้จัดการบริษัท เอสเอสโกลเด้นท์แลนด์ จำกัด

เป็นเลขาธิการสมาพันธ์ชมรมวิทยุสมัครเล่นกรุงเทพมหานคร

ประธานชมรมนักกฎหมายวิทยุสมัครเล่น

กิจการทางพระพุทธศาสนา

เป็นกรรมการบริหารพุทธธรรมรัฐสภา สภาผู้แทนราษฎรสังกัดคณะกรรมาธิการศาสนาวัฒนธรรมสภาผู้แทนราษฎร

เป็นกรรมการชมรมพิทักษ์พระพุทธศาสนา

ประธานชมรมวิทยากรพิทักษ์พระพุทธศาสนา รุ่น ๔                                

เป็นนักจัดรายการวิทยุใน รายการไขปัญหาชาวพุทธ  รายการรู้ธรรมนำปฎิบัติ, รายการบำเพ็ญบุญบารมีสถานีวิทยุเพื่อพระพุทธศาสนาธรรมะพล ๑ AM ๑๔๒๒ MKz

เป็นเวบมาสเตอร์ จัดทำโฮมเพจให้องค์กรพุทธ ฯ หลายแห่ง

เป็นวิทยากรและผู้บรรยายในสถาบันการศึกษาหลายแห่ง

ผู้อำนวยการโครงการอนุรักษ์คัมภีร์ทางพระพุทธศาสนาของมูลนิธิเบญจนิกาย

พศ ๒๕๓๖ – ปัจจุบัน   เป็นกรรมการบริหารมูลนิธิเบญจนิกาย

พศ ๒๕๕๐ – ปัจจุบัน   เป็นกรรมการบริหารมูลนิธิพุทธางกูร

พศ ๒๕๕๐ – ปัจจุบัน   เป็นกรรมการบริหารสมาคมนักเรียนเก่า ร.ร.วัดราชาธิวาส

ตำแหน่ง/สถานที่ทำงาน ปัจจุบัน  ทำงานบริษัทในเครือ บริษัท สหวิริยา กรุ๊ป ตำแหน่งผู้จัดการสำนักกฎหมาย ฝ่ายบริหารบริษัท