โครงการธรรมศึกษาวิจัย

 

                                                                                  พุทธศาสนานิกายมหายาน

 

ธีรวัส  บำเพ็ญบุญบารมี

ผู้อำนวยการหลักสูตร

มหาบัณฑิตสาขาวิชาพุทธศาสน์ศึกษา

มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย

 

 

ธรรมศึกษาวิจัยนี้เป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาค้นคว้าเพื่อเป็นหลักฐานทางวิชาการทางพระพุทธศาสนา

ตามหลักสูตรวิจัยคัมภีร์พระพุทธศาสนา มูลนิธิเบญจนิกาย   พุทธศักราช  ๒๕๔๙

พิมพ์ครั้งที่ ๑    ๕๐๐ เล่ม

เพื่อเป็นธรรมทานไม่สงวนลิขสิทธิ์

 

 

 

 

 

 

                                                                 คำนำ

ในหนังสือเล่มนี้รวบรวมและสกัดขึ้นในเรื่องพุทธศาสนานิกายมหายาน   เพื่อเข้าถึงแก่นแห่ง พุทธศาสนานิกายมหายาน  เพื่อใช้เป็นที่ศึกษาค้นคว้าหาแห่งที่มาสรุปเป็นบทโดยย่อง่ายต่อความเข้าใจ และจดจำ ผลของงานเขียนครั้งนี้บางจุดได้นำมาจากข้อมูลเดิมที่ยังไม่ทราบว่าผู้ใดเขียนไว้ก็ขอให้เกิดผลบุญแก่ท่านผู้นั้นด้วย รวมถึงบุพการีครูอาจารย์ตลอดผู้มีคุณทุกท่านขออำนาจแห่งเจตนานี้เป็นปัจจัยให้ทุกท่านถึงที่สุดแห่งทุกข์และสิ้นสุดแห่งกองกิเลส เข้าสู่พระนิพพานโดยทั่วหน้ากัน

                                                

ธีรเมธี

ธีรวัส  บำเพ็ญบุญบารมี

มหาบัณฑิตพุทธศาสน์ แห่งมหามกุฏราชวิทยาลัย

                                       

 

                                                                               บทที่ ๑

พุทธศาสนานิกายมหายาน

“ มหายาน ” แปลว่า “ ยานอันยิ่งใหญ่ ซึ่งหมายถึง หนทางที่จะนำสรรพสัตว์จำนวนมหาศาลไปสู่การบรรลุหลุดพ้น ชาวมหายาน
เชื่อว่า หนทางของการบรรลุธรรมตามแบบนิกายของตนนั้นเป็นหนทางอันประเสริฐกว่านิกายอื่น ๆ เพราะสามารถช่วยผู้อื่นได้เป็นจำนวนมากกว่าและสามารถดับทุกข์อันไพศาลของหมู่สัตว์ กำเนิดของมหายานนั้นเริ่มก่อเค้าตั้งแต่พระพุทธองค์ปรินิพพานได้ 100 ปี อันเป็นช่วงเวลาที่มีการสังคายนาครั้งที่ 2 ทั้งนี้เพราะภิกษุกลุ่มหนึ่งเรียกว่า “ มหาสังฆิกะ ” ได้แยกตนออกไปต่างหากจากกลุ่มที่พยายามอนุรักษ์ของเดิม ซึ่งเรียกว่า “ เถรวาท ” การแยกตัวของมหาสังฆิกะนี้ได้ทำให้เกิดความแตกแยกในเรื่องหลักปฏิบัติของนักบวช หลังจากนั้นมหาสังฆิกะได้แยกกลุ่มนิกายย่อยออกไปอีก 18 นิกาย เพราะมีทัศนะ อุดมคติ หลักธรรม และวัตรปฏิบัติที่แตกต่างกัน ความแตกแยกนี้ ไม่ได้สิ้นสุดเพียงเท่านี้ หลังจากนั้น ได้มีภิกษุบางรูปในนิกายทั้ง 18 นี้ ได้แยกตนออกมาตั้งคณะใหม่ ทำให้เกิดเป็นนิกายมหายาน พุทธศาสนานิกายมหายานจึงมีประวัตศาสตร์ของการวิวัฒนาการอันยาวนาน ประกอบกับได้มีการเผยแพร่ออกไปอย่างกว้างขวางในดินแดนที่ห่างไกลจากชมพูทวีป ทำให้เกิดการปรับเปลี่ยนวัตรปฏิบัติ ตลอดจนคำสอนให้เหมาะสมกับสภาพท้องถิ่นของแต่ละแห่ง พุทธศาสนานิกายมหายานจึงแตกต่างจากนิกายเถรวาทที่พยายามดำเนินตามคำสอนเดิมของพระพุทธองค์

ความแตกต่างระหว่างนิกายมหายานและนิกายเถรวาท มีข้อที่น่าสังเกตดังนี้ คือ

1. นิกายมหายานเป็นนิกายที่มีหลักปฏิบัติเพื่อช่วยมหาชนให้มากที่สุด โดยไม่คำนึงถึงตนเอง ในบางครั้งชาวมหายานอาจจะต้องยอมตกนรก ถ้าหากว่าการกระทำนั้น ๆ จะเป็นการช่วยชีวิตของสรรพสัตว์ไว้ได้

2. การหลุดพ้นของนิกายเถรวาทเป็นไปในลักษณะที่รีบด่วน หลุดพ้นจากความทุกข์ ส่วนมหายานจะไม่รีบด่วนไปสู่ความดับทุกข์จนกว่าจะช่วยสรรพสัตว์ให้พ้นทุกข์ดังนั้นชาวมหายานจึงมีปณิธานที่ว่า “ หากยังมีสัตว์ที่ต้องตกทุกข์ได้ยากอยู่ก็จักไม่ขอปรารถนาบรรลุพุทธภูมิ ”

3. นิกายเถรวาทปฏิเสธเรื่องราวของพระพุทธองค์หลังปรินิพพาน แต่นิกายมหายานเชื่อว่า หลังจากที่พระพุทธองค์ปรินิพพานแล้ว พระองค์ยังคงมีอยู่และรับรู้เรื่องราวต่าง ๆ ในโลกนี้ และจะเสด็จกลับมาสู่โลกนี้อีกเพื่อโปรดสรรพสัตว์

4. นิกายมหายานเชื่อว่า สัตว์ทั้งหลายมีจิตเป็นสากล หรือพุทธภาวะที่แจ่มจรัสปราศจากกิเลส ส่วนนิกายเถรวาทไม่ยอมรับในเรื่องนี้

แม้นว่าทั้งสองนิกายจะมีรายละเอียดของความเชื่อและการปฏิบัติที่แตกต่างกัน แต่ทั้งสองนิกายต่างมีจุดยืนที่จะมุ่งไปสู่จุดหมายเดียวกัน คือ พระนิพพาน อันเป็นสภาวะที่สุดของความทุกข์ทั้งปวง มุมมองที่แตกต่างกันเช่นนี้ ทำให้เห็นว่า พุทธศาสนามีทุกสิ่งที่ถูกต้องกับจริตนิสัยของมนุษย์ พุทธศาสนามหายานได้อนุโลมแก้ไขการปฏิบัติให้กลมกลืนกันได้กับลัทธิธรรมเนียม อุปนิสัย ตลอดจนความต้องการของประชาชน จึงมีผลในทางจูงใจประชาชนให้มาเลื่อมใสได้มาก นิกายมหายานต้องการเผยแพร่พุทธศาสนาให้ได้ปริมาณของพุทธศาสนิกชนให้มากที่สุด ส่วนเถรวาทหรือสาวกยานนั้น มิได้เป็นยานแคบเพื่อหลุดพ้นเฉพาะตัวเพราะฝ่ายเถรวาทเชื่อว่าทุกคนสามารถเลือกวิถีชีวิตของตนและไม่ได้หวงห้ามไม่ให้ปรารถนาพุทธภูมิ ทุกคนมีเสรีภาพที่จะเลือกปฏิบัติตามศักยภาพของตน นิกายเถรวาทจึงไม่มีการบีบบังคับหรือหากลยุทธ์ที่จะผลักดันบุคคลให้เข้าถึงธรรมโดยถือเอาปริมาณเป็นสำคัญ แต่ฝ่ายเถรวาทเชื่อกันว่า บุคคลใดก็ตามที่จะบรรลุธรรมได้ก็ต่อเมื่อ เขาถึงจุดที่พร้อมแล้วแห่งการบรรลุธรรม หรือมีศักยภาพเพียงพอที่จะเข้ามาสนใจในธรรม คำสอนของพระพุทธองค์มีหลายระดับหลายรูปแบบ ทุกคนสามารถที่จะนำไปใช้ได้ตามความเหมาะสม และตามจริตนิสัย เถรวาทจึงเป็นนิกายที่มีลักษณะแห่งการเผยแพร่ธรรมแบบเสรีประชาธิปไตย

 

                                                                           บทที่ ๒

ความเชื่อในเรื่องพระพุทธเจ้าและพระโพธิสัตว์

มหายานในระยะแรกมีความเชื่อในเรื่องพระพุทธเจ้าเช่นเดียวกับฝ่ายเถรวาท คือเชื่อว่า พระพุทธเจ้ามีเพียง 2 กาย คือ ธรรมกาย ซึ่งหมายถึงพระคุณของพระพุทธองค์ ได้แก่ พระเมตตาคุณ พระปัญญาคุณ และพระวิสุทธิคุณ นอกจากธรรมกายก็มี นิรมาณกาย หมายถึง กายเนื้อในขณะที่พระองค์ยังทรงพระชนม์อยู่ มหายานได้แต่งเติมเพิ่มอีกกายหนึ่งเข้าไปคือ สัมโภคกาย ซึ่งเป็นกายของพระพุทธองค์ที่สำแดงให้ปรากฏเฉพาะ พระโพธิสัตว์ พระกายนี้เป็นสภาวะทิพย์มีรัศมีรุ่งเรืองแผ่ซ่านทั่วไป พระองค์ยังทรงสดับคำสวดมนต์ของเรา แม้จะดับขันธปรินิพพานไปแล้ว ชาวมหายานเชื่อว่าพระพุทธเจ้า และพระโพธิสัตว์ มีเป็นจำนวนมากมายในจักรวาลนี้ พระองค์เสด็จมาอุบัติเพื่อสั่งสอนธรรมอยู่ทั่วไปนับจำนวนไม่ถ้วน แม้ในโลกธาตุของเราจะว่างเว้นจากพระพุทธเจ้าแต่โลกธาตุอื่น ๆ ก็มีพระพุทธเจ้าองค์อื่น ๆ กำลังสั่งสอนสัตว์โลก โลกธาตุที่พระพุทธเจ้ามาอุบัติเรียกว่า “ พุทธเกษตร ” ซึ่งมีหลายแห่ง เช่น พุทธเกษตรของพระพุทธไภสัชชคุรุไวฑูรย์ประภาราชาซึ่งอยู่ทางตะวันออกของโลกธาตุ พุทธเกษตรของพระพุทธอักโฆภยะ มณฑลเกษตรของพระเมตไตรย โพธิสัตว์ในดุสิตสวรรค์ และสุขาวดี พุทธเกษตรของพระ

อมิตาภะซึ่งอยู่ทางตะวันตกของโลกธาตุ เป็นพุทธเกษตรที่มีชื่อเสียงและเป็นที่นิยมของชาวมหายานเป็นส่วนมาก สุขาวดีพุทธเกษตรห่างจากโลกธาตุนี้แสนโกฏิ ผู้ไปอุบัติในพุทธเกษตรนั้นล้วนเป็นอุปปาติกะเกิดขึ้นในดอกบัว ไม่มีทุกข์โศก โรคภัย มีอายุอันนับประมาณมิได้ เป็นแดนเสมือนที่พักระหว่าง สังสารวัฏฏ์กับพระนิรวาณ ผู้ไปอุบัติในที่แห่งนี้ล้วนเป็นผู้เที่ยงต่อพระนิพพาน แต่ถ้ายังมีกิเลส ติดจากโลกอื่นไปก็จะได้รับการอบรมตัดกิเลสกัน ณ ที่แห่งนี้ การที่ชาวมหายานสร้างความเชื่อในเรื่องพุทธเกษตร อาจเป็นเพราะต้องการปลอบใจมหาชนที่ยังอยากมีชีวิตสุขสบาย ไม่ต้องการบรรลุนิพพาน คนส่วนมากคิดว่า การบรรลุนิพพานเป็นการยากยิ่งจึงต้องสร้างความเชื่อในเรื่องพุทธเกษตรขึ้นมา เพื่อสนองความต้องการของคนบางกลุ่มที่ยังรักความสะดวกสบาย ทำให้เกิดการตั้งปณิธานไปเกิดในพุทธเกษตรเพื่อเป็นพระโพธิสัตว์ และแล้วก็จะบรรลุนิพพานได้โดยสะดวกไปเอง ซึ่งต่างจากพวกเถรวาท แม้จะเชื่อว่ามีพระพุทธเจ้ามากมายหลายองค์ มีโลกธาตุอื่น ๆ ที่นอกเหนือจากโลกธาตุเรานี้ แต่ไม่ได้สอนให้มีการตั้งปณิธานไปเกิดในพุทธเกษตร การบรรลุหลุดพ้นของเถรวาทจึงเป็นไปอย่างรีบเร่งโดยไม่จำเป็นต้องรอไปถึงพุทธภูมิ เพราะต้องใช้เวลาอีกยาวนานแสนไกลกว่าจะบรรลุเป็นพระพุทธเจ้าได้ ชาวเถรวาทส่วนมากจึงมุ่งเพียงอรหันตภูมิยานหรือหนทางที่จะนำมนุษย์ไปสู่การบรรลุหลุดพ้นในพุทธศาสนามี 3 ทาง คือ

1. สาวกยาน คือ หนทางที่นำมนุษย์ให้บรรลุหลุดพ้นโดยการรู้แจ้งในอริยสัจจ์ 4 เป็นยานของพระสาวกที่มุ่งเพียงอรหันตภูมิ

2. ปัจเจกยาน คือ หนทางที่นำมนุษย์ไปสู่การบรรลุหลุดพ้นโดยการรู้แจ้งในปฏิจจสมุปบาทด้วยตนเอง แต่ไม่สามารถสั่งสอนผู้อื่น เป็นยานของพระปัจเจกพุทธเจ้า

3. โพธิสัตวยาน คือ หนทางที่นำมนุษย์ไปสู่การบรรลุหลุดพ้น โดยการรู้แจ้งในศูนยตาธรรม เป็นยานของพระโพธิสัตว์ ที่ปรารถนาพุทธภูมิ เป็นพระพุทธเจ้า ไม่ต้องการอรหันตภูมิ เพราะการโปรดสัตว์ไม่กว้างขวางเท่ากับการเป็นพระพุทธเจ้า แต่การเป็นพระพุทธเจ้าจะต้องใช้เวลาแสนนานเป็นกัปป์เป็นกัลป์ ชาวมหายานจึงปรารถนาเป็นพระโพธิสัตว์เพื่อช่วยสัตว์โลกทั้งหลายให้พ้นจากความทุกข์ แม้นว่าตนเองอาจต้องทนทุกข์แทนสัตว์เหล่านั้นก็ตาม พระโพธิสัตว์จึงเป็นบุคคลที่มีความเมตตากรุณาอย่างกว้างขวาง แม้ตนจะสามารถทำลายกิเลสให้หมดไปในทันทีได้ แต่ก็ไม่ทำเพราะจะช่วยสรรพสัตว์ให้หมดความทุกข์ก่อน แล้วตัวท่านจะเป็นบุคคลสุดท้ายที่บรรลุพุทธภูมิ พระโพธิสัตว์จึงเป็นผู้ที่ชาวมหายานรู้สึกใกล้ชิดและอบอุ่น สามารถอ้อนวอนร้องขอสิ่งต่าง ๆ ได้ตามต้องการ เพราะพระโพธิสัตว์มีหลักการที่ต้องช่วยเหลือสัตว์และอาจรับทุกข์แทนสัตว์ทั้งหลายได้ แม้จะต้องตกนรกก็ตาม พระโพธิสัตว์ซึ่งเป็นที่รู้จักและเป็นผู้ช่วยมนุษย์ให้พ้นจากทุกข์ คือ พระอวโลกิเตศวร และ พระมหาสถามปราปต์

 

                                                                            บทที่ ๓

คัมภีร์และหลักคำสอนในพุทธศาสนาฝ่ายมหายาน

นิกายมหายานเคารพในพระธรรมซึ่งเป็นคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า และเคารพในพระไตรปิฎกเช่นเดียวกับเถรวาท จึงมิได้ปฏิเสธพระไตรปิฎก หากแต่ถือว่ายังไม่พอ เนื่องจากเกิดสำนึกร่วมขึ้นมาว่า นามและรูปของพระพุทธองค์เป็นโลกุตตระ ไม่อาจดับสูญ สิ่งที่ดับสูญไปนั้นเป็นเพียงภาพมายา พระธรรมกาย ซึ่งเป็นธาตุอันบริสุทธิ์ยังคงมีอยู่ต่อไป มนุษย์ทุกคนมีธาตุพุทธะร่วมกับพระพุทธเจ้า ถ้ามีกิเลสมาบดบังธาตุพุทธะก็ไม่ปรากฏมนุษย์ทุกคนจึงมีศักยภาพที่จะเป็นพระโพธิสัตว์ได้เช่นเดียวกับพระพุทธเจ้า ถ้าได้รับการฝึกฝนชำระจิตใจจนบริสุทธิ์ พระโพธิสัตว์จึงมีจำนวนมหาศาล และมีหน้าที่ส่งเสริมงานของพระพุทธเจ้า คำสอนของพระโพธิสัตว์จึงมีน้ำหนักเท่ากับพระไตรปิฎก ด้วยสำนึกเช่นนี้ ฝ่ายมหายานจึงมีคัมภีร์เกิดขึ้นมากมาย และให้ความเคารพเทียบเท่าพระไตรปิฎก แม้นว่ามหายานจะมีทั้งพระวินัย พระสูตร และพระอภิธรรม แต่พระวินัยของมหายานนั้น นอกจากจะมี 250 ข้อแล้ว ยังไม่ได้เป็นหมวดหมู่แบบเถรวาท สังฆกรรมต่าง ๆ ของฝ่ายมหายานต้องใช้คัมภีร์วินัยของสรวาสติวาท ธรรมคุปตะ มหาสังฆิกะ และมหิศาสกะ

สิกขาบทในพระปาฏิโมกข์ของฝ่ายมหายาน มีดังนี้ คือ

1. ปาราชิก                       4

2. สังฆาทิเสส                 13

3. อนิยต                         2

4. นิสสัคคียปาจิตตีย์       30

5. ปาจิตตีย์                    90

6. ปาฏิเทสนีย์                 4

7. เสขิยะ                     100

8. อธิกรณสมถะ              7

 **รวมเป็น                  250  

นอกจากนี้ สิกขาบทของมหายานได้เพิ่มวินัยของพระโพธิสัตว์ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งที่กล่าวไว้ในพรหมชาลสูตร เรียก“ พรหมชาลโพธิสัตวศีล ” และ “ ยคโพธิสัตวศีล ” ซึ่งอยู่ในคัมภีร์โยคาจารภูมิศาสตร์ปกรณ์พิเศษของนิกายวิชญาณวาทิน และมีข้อที่น่าสังเกตอีกอย่างคือ วินัยของโพธิสัตว์นั้นแม้จะต้องครุกาบัติ เป็นปาราชิกในโพธิสัตว์สิกขาบทก็สามารถสมาทานใหม่ได้ ไม่เหมือนกับภิกขุปาฏิโมกข์ ซึ่งทำคืนอีกไม่ได้ ทั้งนี้เพราะถือว่าสิกขาบทของภิกขุอยู่ในขอบเขตจำกัดของปัจจุบันชาติ ส่วนสิกขาบทของโพธิสัตว์นั้นไม่จำกัดชาติ ดังนั้น กุลบุตรฝ่ายมหายานเมื่ออุปสัมปทากรรมแล้วก็จะต้องรับศีลโพธิสัตว์ ซึ่งส่วนใหญ่นิยมพรหมชาล โพธิสัตว์ศีลมากกว่าโยคโพธิสัตวศีล และศีลพระโพธิสัตว์นี้ได้ห้ามภิกษุฉันเนื้อสัตว์ ของสดคาว และหัวหอม หัวกระเทียม เพราะสิ่งเหล่านี้ช่วยส่งเสริมให้เกิดกำหนัดราคะกางกั้นจิตมิให้บรรลุสมาธิ และการกินเนื้อสัตว์นี้อาจกินถูกเนื้อบิดามารดาในชาติก่อน ๆ ของตน ผู้รับศีลโพธิสัตว์จึงต้องถือมังสะวิรัติอย่างเคร่งครัด พระสงฆ์มหายานของจีนได้รับการยอมรับกันว่าปฏิบัติในข้อนี้ได้เคร่งครัดกว่าพวกมหายานในประเทศอื่น ๆ สำหรับพระสูตรของมหายานนั้นมีมากมาย แต่ละสูตรจะยาวมาก บางสูตรอ่านหลาย ๆ สัปดาห์จึงหมด เช่น มหาปรัชญาปารมิตา มีถึง 600 ผูกในสูตรเดียว อวตังสกมหาไพบูลยสูตรมี 80 ผูก ในที่นี้จะขอคัดรายชื่อพระสูตรสำคัญของมหายานมาพอสังเขป ดังนี้

1. ปรัชญาปารมิตา

2. อวตังสกะสูตร

3. คัณฑวยุหสูตร

4. ทศภูมิกสูตร

5.วิมลเกียรตินิทเทศสูตร

6. ศูรางคมสมาธิสูตร

7. สัทธรรมปุณฑริกสูตร

8. ศรีมาลาเทวีสูตร

9. พรหมชาลสูตร

10. สุขาวดีวยุหสูตร

11. ตถาคตครรภสูตร

12. อสมปูรณอนุสูตร

13. อุตรสรณสูตร

14. มหาปรินิรวาณสูตร

15. สันธินิรโมจนสูตร

16. ลังกาวตารสูตร

17. พระสูตร 42 บท หรือ พระพุทธวจนะ 42 บท

18. โมหมาลาหรือร้อยอุทาหรณ์สูตร ซึ่งพระสิงหเสนเถระคัดมาจากนิทานที่ปรากฏในพระสูตร แล้วยกขึ้นมาตั้งเป็นอุทาหรณ์

                                (คณะสงฆ์จีนนิกายมหายาน. ม.ป.ป. : 225)

ในบรรดาพระสูตรเหล่านี้ ปรัชญาปารมิตาสูตรจัดว่าเป็นสูตรดั้งเดิมที่สุด เป็นมูลฐานทฤษฎีที่ว่าด้วยเรื่องศูนยตา นอกจากนี้ก็มีอวตังสกสูตร เป็นสูตรสำคัญที่สุดของนิกายมหายาน เพราะเป็นพระสูตรที่เชื่อกันว่า พระพุทธองค์ทรงสั่งสอนเองเป็นเวลา 3 สัปดาห์ในขณะที่พระองค์เข้าสมาธิ เข้าใจกันว่า ใจความสำคัญของพระสูตรนี้ น่าจะเป็นของพระโพธิสัตว์มากกว่า ซึ่งเราจะพิจารณาได้จากข้อความในหนังสือพระพุทธศาสนานิกายมหายานของคณะสงฆ์จีนนิกาย   (ม.ป.ป. : 228-229)

“ เมื่อเราพิจารณาโลกในแสงจิตภาพของไวโรจนพุทธ พุทธที่สูงสุดหรือธรรมกาย เราเห็นโลกเต็มไปด้วยความแจ่มใส เห็นโลกแห่งแสงบริสุทธิ์แท้จริง ทุกสิ่งทุกอย่างในโลกล้วนเป็นหนึ่ง หนึ่งนั้นคือ สัจจะสูงสุด พุทธะ จิต สรรพสัตว์ เป็นหนึ่ง ” นอกจากนี้ก็มีพระสูตรที่สำคัญอีกเช่นกันคือ วิมลเกียรตินิทเทศสูตร ซึ่งเป็นพระสูตรที่มีปรัชญาเป็นมูลฐาน นิกายเซ็น ( Zen ) จึงชอบและนิยมมากที่สุด และพระสูตรที่สำคัญที่สุดซึ่งนิกายมหายานในจีนและญี่ปุ่นนับถือกันมากคือ “ สัทธรรมปุณฑริกสูตร ” คำสั่งสอนในนิกายเท็นได นิจิเร็น ล้วนอาศัยพระสูตรนี้เป็นรากฐานทั้งสิ้น และวัดในนิกายเซ็น ก็ต้องสวดพระสูตรนี้เป็นประจำทุกวัน ทั้งนี้เพราะเชื่อกันว่า พระสูตรนี้เป็นพระสูตรสุดท้ายของพระพุทธองค์จึงมีผู้แปลมาก โดยเฉพาะในภาษาจีนมี 3 ฉบับ แต่ที่ถือกันว่าเป็นฉบับที่ดีที่สุด คือ ของท่านกุมารชีพ สำหรับพระพุทธวจนะ 42 บท ชาวมหายานเชื่อว่าเป็นสูตรแรกที่ได้รับการแปลสู่พากย์จีน โดยท่านกาศยปะมาตังคะ และท่านธรรมรักษ์ เมื่อ พ.ศ. 612 รัชสมัยของพระเจ้าฮั่นเม่งเต้ แห่งราชวงศ์ฮั่น ส่วนพระอภิธรรมของมหายาน เรียกว่า “ ศาสตร์ ” เป็นนิพนธ์ของคณาจารย์อินเดีย เช่น นาคารชุน เทวะ อสังคะ วสุพันธุ สถิรมติ ธรรมปาละ ภาววิเวก และทินนาค เป็นต้น ศาสตร์ของพวกมหายานส่วนใหญ่เป็นของฝ่ายวิชญาณวาทิน และศูนยตวาทิน ศาสตร์ที่ใหญ่และยาวที่สุด คือ โยคาจารภูมิศาสตร์

 

บทที่ ๔

หนทางแห่งการบรรลุธรรมของนิกายมหายาน

       ปณิธานของฝ่ายมหายานที่พุทธมามกะ ซึ่งเป็นนักปฏิบัติจะต้องยึดถือเป็นอุดมคติประจำใจมี 4 ข้อ คือ

1. เราจะละกิเลสทั้งหลายให้หมดไป

2. เราจะศึกษาธรรมทั้งหลายให้เจนจบ

3. เราจะโปรดสัตว์ทั้งหลายให้สิ้น

4. เราจะต้องบรรลุพุทธภูมิ

ดังนั้น สรุปได้ว่า พุทธมามกะนักปฏิบัติธรรมของมหายานต้องมุ่งปรารถนาพุทธภูมิเป็นสำคัญ แต่การที่จะไปพุทธภูมิได้นั้นจะต้องสร้างบารมีธรรม (ปารมิตา) ให้มากพอที่จะสำเร็จพระโพธิญาณได้ บารมีธรรมนี้ก็คือ คุณชาติที่ทำให้ข้ามถึงฝั่งพระนิพพาน

religion_buddhism_denomination02_clip_image002

 

ทานบารมี ในมหายานหมายถึง ทาน 3 ชนิด คือ วัตถุทาน อภัยทาน และธรรมทาน ซึ่งเป็นเลิศกว่าทานทั้งปวง เพราะเป็นการให้ปัญญา ศีลบารมี ในมหายานนั้นมีสิกขาบท 250 ข้อ ศีลพระโพธิสัตว์ 58 ข้อ ซึ่งแบ่งเป็นครุกาบัติ 10 ข้อ และลหุกาบัติ 48 ข้อ จากหนังสือพระพุทธศาสนามหายานของคณะสงฆ์จีนนิกาย (ม.ป.ป. : 355-359) ได้จำแนกไว้มีดังนี้


ครุกาบัติ 10

1. ผู้ฆ่าชีวิตมนุษย์ให้ตายด้วยมือตนเอง ใช้ผู้อื่นกระทำหรือเป็นใจสมรู้ ตลอดจนฆ่าชีวิตสัตว์เล็กใหญ่ให้ตาย ต้องสถานโทษหนัก

2. ผู้ถือเอาของผู้อื่น มีราคา 5 มาสก ตลอดจนลักเอาของไม่มีค่าที่เจ้าของไม่อนุญาตด้วยตนเองหรือใช้ผู้อื่นกระทำ ต้องสถานโทษ
หนัก

3. ผู้เสพเมถุน นำนิมิตล่วงเข้าไปในทวารหนัก ทวารเบา หรือทางปากของผู้ชาย หรือผู้หญิง ตลอดจนสัตว์เดรัจฉานตัวเมีย ต้องสถานโทษหนัก

4. ผู้อุตตริมนุษยธรรม อวดรู้ฌานรู้มรรคผลที่ไม่มีในตน ตลอดจนพูดมุสาวาทที่ไม่ใช่ความจริง กระทำด้วยตนเองหรือใช้ผู้อื่น
กระทำ ต้องสถานโทษหนัก

5. ผู้ผลิตสุราเมรัยน้ำเมา ตลอดจนยาดองสุราที่ไม่ใช่รักษาโรคโดยตรง กระทำหรือผลิตเองหรือใช้คนอื่นกระทำหรือผลิต ต้องสถานโทษหนัก

6. ผู้กล่าวร้ายบริษัท 4 ใส่ไคล้อาบัติชั่ว ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา ตลอดจนศึกษามานะ (สิกขมานา) สามเณร และสามเณรี โดยไม่มีมูลด้วยตนเองหรือใช้ผู้อื่นกระทำ ต้องสถานโทษหนัก

7. ผู้ยกตนข่มท่าน ติเตียนนินทาภิกษุอื่น ยกย่องตนเองเพื่อลาภด้วยตนเองหรือใช้ผู้อื่นกระทำ ต้องสถานโทษหนัก

8. ผู้ตระหนี่เหนียวแน่น ไม่มีมุทิตาจิต ตลอดจนไม่เอื้อเฟื้อต่อผู้ยากจนขอทาน กลับขับไล่ไสส่ง กระทำด้วยตนเองหรือใช้ผู้อื่น
กระทำ ต้องสถานโทษหนัก

9. ผู้มุทะลุฉุนเฉียว ตลอดจนก่อการวิวาท ใช้มีด ใช้ไม้ ใช้มือทุบตีภิกษุอื่น กระทำด้วยตนเองหรือใช้ผู้อื่นกระทำ ต้องสถานโทษ
หนัก

10. ผู้ประทุษร้ายต่อ พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ กระทำด้วยตนเองหรือใช้ผู้อื่นกระทำ ต้องสถานโทษหนัก

***ครุกาบัติ 10 ข้อนี้ ผู้ใดล่วงละเมิดมิได้ถือว่าเป็นปาราชิก  

ลหุกาบัติ 48

1. ผู้ไม่เคารพ ผู้มีอาวุโส ชั้นอาจารย์ของตน

2. ผู้ดื่มสุราเมรัย

3. ผู้บริโภค โภชนาหารปลาและเนื้อ

4. ผู้บริโภค ผักมีกลิ่นฉุนแรง ให้โทษ เกิดราคะ 5 ชนิด คือ 1.หอม 2.กระเทียม 3.กุไฉ 4.หลักเกี๋ย 5.เฮงกื๋อ

5. ผู้ไม่ตักเตือน ผู้ต้องอาบัติให้แสดงอาบัติ

6. ผู้ไม่บริจาค สังฆทานแก่ธรรมกถึก

7. ผู้ไม่ไปฟังการสอนธรรม

8. ผู้คัดค้าน - พระพุทธศาสนาในมหายานนิกาย

9. ผู้ไม่ช่วยเหลือ - คนป่วย

10. ผู้เก็บอาวุธ – สำหรับฆ่ามนุษย์หรือสัตว์ไว้ในครอบครอง

11. ผู้เป็นทูตสื่อสารในทางการเมือง

12. ผู้ค้า – มนุษย์ไปเป็นทาส ขายสัตว์ไปให้เขาฆ่าหรือใช้งาน

13. ผู้พูดนินทาใส่ร้ายผู้อื่น

14. ผู้วางเพลิงเผาป่า

15. ผู้พูดบิดเบือนข้อความพระธรรมให้เสื่อมเสีย

16. ผู้พูดอุบายเพื่อประโยชน์ตน

17. ผู้ประพฤติข่มขี่บังคับเขาให้ทานวัตถุ

18. ผู้อวดอ้างตนเป็นอาจารย์เมื่อตนยังเขลาอยู่

19. ผู้พูดกลับกลอกสองลิ้น

20. ผู้ไม่ช่วยสัตว์ เมื่อเห็นสัตว์นั้นตกอยู่ในภยันตราย

21. ผู้ผูกพยาบาท คาดแค้น

22. ผู้ทะนงตน ไม่ขวนขวายศึกษาธรรม

23. ผู้เย่อหยิ่ง กระด้างก้าวร้าว

24. ผู้ไม่ศึกษาพระธรรม

25. ผู้ไม่ระงับการวิวาทเมื่อสามารถสงบได้

26. ผู้ละโมภเห็นแก่ตัว

27.ผู้น้อมลาภที่เขาถวายสงฆ์อื่นมาเพื่อตน

28. ผู้น้อมลาภ ที่เขาจะถวายสงฆ์ไปตามชอบใจ

29. ผู้ทำเสน่ห์ยาแฝดฤทธิ์เวท ให้คนคลั่งไคล้

30. ผู้ชักสื่อ ให้ชายหญิงเป็นผัวเมียกัน

31. ผู้ไม่ช่วยเหลือ ไถ่ค่าตัวคนให้พ้นจากเป็นทาสเมื่อสามารถ

32. ผู้ซื้อขาย อาวุธสำหรับฆ่ามนุษย์หรือสัตว์

33. ผู้ไปดู กระบวนทัพมหรสพ และฟังขับร้อง

34. ผู้ไม่มีขันติ อดทนสมาทานต่อศีล

35. ผู้ปราศจากกตัญญู ต่อบิดา มารดา อุปัชฌายาจารย์

36. ผู้ปราศจากสัจจ์ ต่อคำปฏิญาณ จะตั้งอยู่ในพรหมจรรย์

37. ผู้ปฏิบัติ ธุดงควัตรในถิ่นที่มีภยันตราย

38. ผู้ไม่มีคารวะ ไม่รู้จักต่ำสูง

39. ผู้ไม่มีกุศลจิต ไม่สร้างบุญ สร้างกุศล ทำทาน

40. ผู้มีฉันทาคติ ลำเอียงการให้บรรพชาและอุปสมบท

41. ผู้เป็นอาจารย์ สอนด้วยการเห็นแก่ลาภ

42. ผู้กระทำ สังฆกรรมแก่ผู้มีมิจฉามรรยา

43. ผู้เจตนา ฝ่าฝืนวินัย

44. ผู้ไม่เคารพ สมุดพระธรรมคัมภีร์

45. ผู้ไม่สงเคราะห์ โปรดเวไนยสัตว์

46. ผู้ยืนหรือนั่งที่ต่ำ แสดงธรรม

47. ผู้ยอมจำนน ต่ออำนาจธรรมโรธี (อำนาจที่ผิดธรรม)

48. ผู้ล่วงละเมิด ธรรมคำสั่งสอนในพระพุทธศาสนา

(คณะสงฆ์จีนนิกาย. ม.ป.ป. : 355-359)

 

เราจะเห็นได้ว่าบารมีทั้ง 2 คือ ทานบารมี และศีลบารมี เป็นคู่ปรับของโลภะ ใครก็ตามที่มีโลภะจะต้องปฏิบัติบารมีทั้งสองนี้ให้มาก จะช่วยให้จิตอ่อนโยน ประณีตมากขึ้น และกลายเป็นคนมีเมตตา

วิริยะบารมีและขันติบารมี เป็นสิ่งที่พระโพธิสัตว์จะต้องปฏิบัติ เพราะถ้าขาดบารมีนี้แล้ว พระโพธิสัตว์ก็ไม่สามารถก้าวขึ้นสู่คุณธรรมชั้นสูงได้ พระโพธิสัตว์จะต้องอดทนและมีความเพียรที่จะต่อสู้อุปสรรคซึ่งกีดขวางหนทางแห่งการบรรลุธรรม เพื่อก้าวไปสู่ภูมิธรรมชั้นสูงสุด ในที่สุดบรรลุภูมิธรรมชั้นสูงสุด ไม่เกิด ไม่แก่ ไม่เจ็บ และไม่ตาย บารมีทั้งสองนี้เป็นคู่ปรับของโทสะ

สมาธิบารมีกับปัญญาบารมี เป็นสิ่งที่ช่วยให้พระโพธิสัตว์มีจิตตั้งมั่น ไม่หวั่นไหวต่อโลกธรรม มีปัญญาเห็นแจ้งในความเป็นจริงของชีวิต จึงเอาชนะกิเลสตัณหาได้ บารมีทั้งสองนี้เป็นคู่ปรับของโมหะ คือ ความหลงที่ทำให้มนุษย์วนเวียนในวัฏฏสงสาร สมาธิบารมีจะช่วยให้ผู้ปฏิบัติธรรมหันเหไปในทิศทางที่ถูกต้องและปัญญาบารมีเป็นเหมือนมีดที่ตัดกำลังของกิเลสให้หมดไป เราจะเห็นได้ว่า บารมี 6 หรือ ปารมิตา 6 ของนิกายมหายาน ก็คือ หลักการปฏิบัติเพื่อไปสู่การบรรลุพระนิพพาน ซึ่งเหมือนกับการปฏิบัติไตรสิกขาในพุทธศาสนาฝ่ายเถรวาท เพียงแต่ว่า ในพุทธศาสนาเถรวาทดำเนินตามคำสอนของพระพุทธองค์ โดยถือเอาตามหลักของพระไตรปิฎก ส่วนมหายานดำเนินตามแนวของอรรถกถาจารย์เป็นสำคัญ แต่หลักใหญ่ใจความสำคัญของการปฏิบัติทั้งสองนิกายนี้ก็คือ การปฏิบัติศีล สมาธิ ปัญญา อันเป็นหนทางที่จะนำไปสู่การบรรลุหลุดพ้น นอกจากบารมี 6 นี้ ถ้าผู้ปฏิบัติธรรมต้องการปฏิบัติให้ละเอียดมากขึ้น อาจเพิ่มบารมีธรรม อีก 4 ข้อ คือ

1. อุปายะ คือ การรู้จักอุบายอันแยบคายที่จะช่วยสัตว์โลก

2. ประณิธาน คือ ความตั้งใจมั่นเด็ดเดี่ยวในพุทธภูมิ

3. พละ คือ กำลังแห่งความเข้าใจที่ทำให้เกิดความสำเร็จ ได้แก่ กำลังแห่งความเข้าใจในธรรมตามเหตุผล และกำลังแห่งความเข้าใจตามที่บำเพ็ญอบรมมา

4. ญาณ คือ ความรู้ที่ทำให้เกิดโลกุตตรปัญญา

***บารมีทั้ง 4 ข้อนี้ สามารถย่อลงในบารมี 6 ได้ นอกจากบารมี 6 ประการแล้ว ผู้ประพฤติธรรมของฝ่ายมหายานจะต้องมีอัปปมัญญา 4 อัปปมาณหฤทัยได้แก่ เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา

เมตตา คือ การให้ความรักและความสุขแก่สรรพสัตว์

กรุณา คือ การให้ความช่วยเหลือเกื้อกูล ปลดเปลื้องทุกข์ของสรรพสัตว์

มุทิตา คือ ความยินดีอนุโมทนาเมื่อสัตว์พ้นทุกข์ได้สุข

อุเบกขา คือ การไม่ยินดี ไม่ยึดถือในความดีที่กระทำ เพราะถ้ามีความรู้สึกในตัวตนว่ามีผู้ทำความดี มีวัตถุที่จะให้และมีผู้รับความดี ก็ไม่ถือว่าเป็นการปฏิบัติคุณธรรมชั้นสูงและเป็นการทำทานที่ยังเป็นลักษณะของโลกิยะ

ที่มา : วนิดา ขำเขียว. ศาสนาเปรียบเทียบ. กรุงเทพฯ : พรานนกการพิมพ์, 2543.

                                  ประวัติผู้เขียนรวบรวม

ชื่อสกุล                    นายธีรวัส บำเพ็ญบุญบารมี

วันเดือนปีเกิด            วันพฤหัสที่    กันยายน  พศ ๒๕๐๒

ที่อยู่ปัจจุบัน              ๔๓/๑๒ ถนนพุทธมณฑลสาย ๓ เขตบางแค กรุงเทพมหานคร

วุฒิการศึกษา                                             

มัธยมศึกษาสายสามัญโรงเรียนวัดราชาธิวาส แผนกวิทย์

นิติศาสตร์บัณฑิต สมาชิกวิสามัญแห่งเนติบัณฑิตยสภา

พุทธศาสนศึกษามหาบัณฑิต มหามกุฎราชวิทยาลัย

ประสบการณ์การทำงาน

อดีตข้าราชการที่มหาวิทยาลัยมหิดล

อดีตผู้ช่วยสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดอุทัยธานี

อดีตผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บริษัท พีไทย อาคิเต็คฯ  จำกัด

อดีตกรรมการผู้จัดการบริษัท เอสเอสโกลเด้นท์แลนด์ จำกัด

อดีตเลขาธิการสมาพันธ์ชมรมวิทยุสมัครเล่นกรุงเทพมหานคร

อดีตประธานชมรมนักกฎหมายวิทยุสมัครเล่น

กิจการทางพระพุทธศาสนา

พศ ๒๕๔๒– ๒๕๔๖     เป็นกรรมการบริหารพุทธธรรมรัฐสภา สภาผู้แทนราษฎรสังกัดคณะกรรมาธิการศาสนาวัฒนธรรมสภาผู้แทนราษฎร

พศ ๒๕๔๒– ๒๕๔๖ เป็นกรรมการชมรมพิทักษ์พระพุทธศาสนา

อดีตประธานชมรมวิทยากรพิทักษ์พระพุทธศาสนา รุ่น ๔                                

อดีตนักจัดรายการวิทยุใน รายการไขปัญหาชาวพุทธ รายการรู้ธรรมนำปฎิบัติ, รายการบำเพ็ญบุญบารมี สถานีวิทยุเพื่อพระพุทธศาสนาธรรมะพล ๑ AM ๑๔๒๒ MKz

พศ ๒๕๔๕ – ปัจจุบัน  เป็นเวบมาสเตอร์ จัดทำโฮมเพจให้องค์กรพุทธ ฯ หลายแห่ง

พศ ๒๕๓๖ – ปัจจุบัน   เป็นกรรมการบริหารมูลนิธิเบญจนิกาย

พศ ๒๕๕๐ – ปัจจุบัน   เป็นกรรมการบริหารมูลนิธิพุทธางกูร

พศ ๒๕๕๐ – ปัจจุบัน   เป็นกรรมการบริหารสมาคมนักเรียนเก่า ร.ร.วัดราชาธิวาส

ตำแหน่ง/สถานที่ทำงาน ปัจจุบัน    ทำงานบริษัทในเครือ บริษัท สหวิริยา กรุ๊ป ตำแหน่งผู้จัดการสำนักกฎหมาย ฝ่ายบริหารบริษัท