โครงการธรรมศึกษาวิจัย

พุทธวิธีในการสอน: ศึกษาจากคัมภีร์พระไตรปิฎก

อรรถกถา ฎีกาตลอดจนคัมภีร์ทางพระพุทธศาสนา

 

ธีรวัส  บำเพ็ญบุญบารมี

ผู้อำนวยการหลักสูตร

มหาบัณฑิตสาขาวิชาพุทธศาสน์ศึกษา

มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย

 

 

 

ธรรมศึกษาวิจัยนี้เป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาค้นคว้าเพื่อเป็นหลักฐานทางวิชาการทางพระพุทธศาสนา

ตามหลักสูตรวิจัยคัมภีร์พระพุทธศาสนา มูลนิธิเบญจนิกาย   พุทธศักราช  ๒๕๕๐

พิมพ์ครั้งที่ ๑    ๕๐๐ เล่ม   เพื่อเป็นธรรมทานไม่สงวนลิขสิทธิ์

 

 

 

 

 

 

 

                                                                               คำนำ

ในหนังสือเล่มนี้รวบรวมและสกัดขึ้น พุทธวิธีในการสอน เพื่อให้เข้าถึงหลักการปฏิบัติธรรมอันแป็นเกี่ยวกับคำสอนที่เป็นพุทธพจน์หรือเถระ เถรีที่มีความสำคัญยิ่ง   โดยอ้างอิงจากพระไตรปิฏกและตำราอรรถกถา 

เจตนาหนังเสือเล่มนี้ เพื่อเข้าถึงแก่นแห่งธรรม  พุทธวิธีในการสอนอันสกัดจากคัมภีร์ทางพระพุทธศาสนาถือว่าเป็นคัมภีร์สำคัญและเป็นที่ศึกษาของวงการพระพุทธศาสนา และ  เพื่อให้ศาสนาพุทธได้ธำรงยิ่งยืนนาน จึงศึกษาค้นคว้าหาแห่งที่มาสรุปเป็นบทโดยย่อง่ายต่อความเข้าใจ และจดจำ ผลของงานเขียนครั้งนี้บางจุดได้นำมาจากข้อมูลเดิมที่ยังไม่ทราบว่าผู้ใดเขียนไว้ก็ขอให้เกิดผลบุญแก่ท่านผู้นั้นด้วย รวมถึงบุพการีครูอาจารย์ตลอดผู้มีคุณทุกท่านขออำนาจแห่งเจตนานี้เป็นปัจจัยให้ทุกท่านถึงที่สุดแห่งทุกข์และสิ้นสุดแห่งกองกิเลส เข้าสู่พระนิพพานโดยทั่วหน้ากัน

                                                

ธีรเมธี

ธีรวัส  บำเพ็ญบุญบารมี

มหาบัณฑิตพุทธศาสน์ แห่งมหามกุฏราชวิทยาลัย

 

 

บทที่ ๑

พุทธวิธีในการสอน

ข้อสรุปพระคุณสมบัติของพระพุทธเจ้าที่ควรสังเกต

1.      ทรงสอนสิ่งที่เป็นจริง และเป็นประโยชน์แก่ผู้ฟัง

2.      ทรงรู้เข้าใจสิ่งที่สอนอย่างถ่องแท้สมบูรณ์

3.      ทรงสอนด้วยเมตตา มุ่งประโยชน์แก่ผู้รับคำสอนเป็นที่ตั้งไม่หวังผลตอบแทน

4.      ทรงทำได้จริงอย่างที่สอน เป็นตัวอย่างที่ดี

5.      ทรงมีบุคลิกภาพโน้มน้าวจิตใจให้เข้าใกล้ชิดสนิทสนม และพึงพอใจได้ความสุข

6.      ทรงมีหลักการสอน และวิธีสอนยอดเยี่ยม

หลักทั่วไปในการสอน

  • เกี่ยวกับเนื้อหา หรือเรื่องที่สอน

1.      สอนจากสิ่งที่รู้เห็นเข้าใจง่าย หรือรู้เห็นเข้าใจอยู่แล้ว ไปหาสิ่งที่เห็นเข้าใจได้ยาก หรือยังไม่รู้ไม่เห็นไม่เข้าใจ

2.      สอนเนื้อเรื่องที่ค่อยลุ่มลึก ยากลงไปตามลำดับขั้น และความต่อเนื่องกันเป็นสายลงไป อย่างที่เรียกว่า สอนเป็นอนุบุพพิกถา..

3.      ถ้าสิ่งที่สอนเป็นสิ่งที่แสดงได้ ก็สอนด้วยของจริง ให้ผู้เรียน ได้ดู ได้เห็น ได้ฟังเอง อย่างที่เรียกว่าประสบการณ์ตรง

4.      สอนตรงเนื้อหา ตรงเรื่อง คุมอยู่ในเรื่อง มีจุด ไม่วกวน ไม่ไขว้เขว ไม่ออกนอกเรื่องโดยไม่มีอะไรเกี่ยวข้องในเนื้อหา

5.      สอนมีเหตุผล ตรองตามเห็นจริงได้ อย่างที่เรียกว่า สนิทานํ

6.      สอนเท่าที่จำเป็นพอดี สำหรับให้เกิดความเข้าใจ ให้เการเรียนรู้ได้ผล ไม่ใช่สอนเท่าที่ตนรู้ หรือสอนแสดงภูมิว่าผู้สอนมีความรู้มาก

7.      สอนสิ่งที่มีความหมาย ควรที่เขาจะเรียนรู้ และเข้าใจ เป็นประโยชน์แก่ตัวเขาเอง อย่างพุทธพจน์ที่ว่า พระองค์ทรงมีพระเมตตา หวังประโยชน์แก่สัตว์ทั้งหลาย จึงตรัสพระวาจาตามหลัก 6 ประการคือ

1.      คำพูดที่ไม่จริง ไม่ถูกต้อง ไม่เป็นประโยชน์ ไม่เป็นที่รัก ที่ชอบใจของผู้อื่น - ไม่ตรัส

2.      คำพูดที่จริง ถูกต้อง แต่ไม่เป็นประโยชน์ ไม่เป็นที่รักที่ชอบใจของผู้อื่น - ไม่ตรัส

3.      คำพูดที่จริง ถูกต้อง เป็นประโยชน์ ไม่เป็นที่รักที่ชอบใจของผู้อื่น - เลือกกาลตรัส

4.      คำพูดที่ไม่จริง ไม่ถูกต้อง ไม่เป็นประโยชน์ ถึงเป็นที่รักที่ชอบใจของผู้อื่น - ไม่ตรัส

5.      คำพูดที่จริง ถูกต้อง ไม่เป็นประโยชน์ ถึงเป็นที่รักที่ชอบใจของผู้อื่น - ไม่ตรัส

6.      คำพูดที่จริง ถูกต้อง เป็นประโยชน์ เป็นที่รักที่ชอบใจของผู้อื่น - เลือกกาลตรัส ลักษณะของพระพุทธเจ้าในเรื่องนี้ คือ ทรงเป็นกาลวาที สัจจวาที ภูตวาที อัตถวาที ธรรมวาที วินัยวาที

* เกี่ยวกับตัวผู้ศึกษา

1.      รู้ คำนึงถึง และสอนให้เหมาะสมตามความแตกต่างระหว่างบุคคล...

2.      ปรับวิธีสอนผ่อนให้เหมาะกับบุคคล แม้สอนเรื่องเดียวกันแต่ต่างบุคคล อาจใช้ต่างวิธี

3.      นอกจากคำนึงถึงความแตกต่างระหว่างบุคคลแล้ว ผู้สอนยังจะต้องคำนึงถึงความพร้อม ความสุกงอม ความแก่รอบแห่งอินทรีย์ หรือญาณ ที่บาลี เรียกว่า ปริปากะ ของผู้เรียนแต่ละบุคคลเป็นรายๆ ไปด้วย

4.      สอนโดยให้ผู้เรียนลงมือทำด้วยตนเอง ซึ่งจะช่วยให้เกิดความรู้ความเข้าใจชัดเจน แม่นยำและได้ผลจริง เช่น ทรงสอนพระจูฬปันถกผู้โง่เขลาด้วยการให้นำผ้าขาวไปลูบคลำ...

5.      การสอนดำเนินไปในรูปที่ให้รู้สึกว่าผู้เรียน กับผู้สอนมีบทบาทร่วมกัน ในการแสวงความจริง ให้มีการแสดงความคิดเห็นโต้ตอบเสรี หลักนี้เป็นข้อสำคัญในวิธีการแห่งปัญญา ซึ่งต้องการอิสรภาพในทางความคิด และโดยวิธีนี้เมื่อเข้าถึงความจริง ผู้เรียนก็จะรู้สึกว่าตนได้มองเห็นความจริงด้วยตนเอง และมีความชัดเจนมั่นใจ หลักนี้เป็นหลักที่พระพุทธเจ้าทรงใช้เป็นประจำ และมักมาในรูปการถามตอบ

6.      เอาใจใส่บุคคลที่ควรได้รับความสนใจพิเศษเป็นรายๆ ไปตามควรแก่กาละเทศะ และเหตุการณ์...

7.      ช่วยเหลือเอาใจใส่คนที่ด้อย ที่มีปัญหา...

8.      ในการสอนนั้น การเริ่มต้นเป็นจุดสำคัญมากอย่างหนึ่ง  เริ่มต้นที่ดีมีส่วนช่วยให้การสอนสำเร็จผลดีเป็นอย่างมาก อย่างน้อย ก็เป็นเครื่องดึงความสนใจ และนำเข้าสู่เนื้อหาได้ พระพุทธเจ้าทรงมีวิธีเริ่มต้นที่น่าสนใจมาก โดยปกติพระองค์จะไม่ทรงเริ่มสอนด้วยการเข้าสู่เนื้อหาธรรมที่เดียว แต่จะทรงเริ่มสนทนากับผู้ทรงพบ หรือผู้มาเฝ้าด้วยเรื่อที่เขารู้เข้าใจดี หรือสนใจอยู่...

9.      สร้างบรรยากาศในการสอนให้ปลอดโปร่ง เพลิดเพลินไม่ให้ตึงเครียด ไม่ให้เกิดความอึดอัดใจ และให้เกียรติแก่ผู้เรียน ให้เขามีความภูมิใจในตัว

10.  สอนมุ่งเนื้อหา มุ่งให้เกิดความรู้ความเข้าใจในสิ่งที่สอนเป็นสำคัญ ไม่กระทบตนและผู้อื่น ไม่มุ่งยกต ไม่มุ่งเสียดสีใครๆ...

11.  สอนโดยเคารพ คือ ตั้งใจสอน ทำจริง ด้วยความรู้สึกว่าเป็นสิ่มีค่า มองเห็นความสำคัญของผู้เรียน และงาสั่งสอนนั้น ไม่ใช้สักว่าทำ หรือเห็นผู้เรียนโง่เขลา หรือเห็นเป็นชั้นต่ำๆ

12.  ใช้ภาษาสุภาพ นุ่มนวล ไม่หยาบคาย ชวนให้สบายใจ สละสลวย เข้าใจง่าย

            ขอนำพุทธพจน์แห่งหนึ่ง ที่ตรัสสอนภิกษุผู้แสดงธรรมเรียกกันว่า องค์แห่งพระธรรมกถึก มาแสดงไว้ดังนี้

"อานนท์ การแสดงธรรมให้คนอื่นฟัง มิใช่สิ่งที่กระทำได้ง่าย ผู้แสดงธรรมแก่คนอื่น พึงตั้งธรรม 5 อย่างไว้ในใจ คือ

1.      เราจักกล่าวชี้แจงไปตามลำดับ

2.      เราจักกล่าวชี้แจงยกเหตุผลมาแสดงให้เข้าใจ

3.      เราจักแสดงด้วยอาศัยเมตตา

4.      เราจักไม่แสดงด้วยเห็นแก่อามิส

5.      เราจักแสดงไปโดยไม่กระทบตน และผู้อื่น "

ลีลาการสอน

spacerคุณลักษณะซึ่งเรียกได้ว่าเป็นลีลาในการสอน 4 อย่าดังนี้

1.      อธิบายให้เห็นชัดเจนแจ่มแจ้ง เหมือจูงมือไปดูเห็นกับตา (สันทัสสนา)

2.      ชักจูงใจให้เห็นจริงด้วย ชวนให้คล้อยตามจนต้อยอมรับ และนำไปปฏิบัติ (สมาทปนา)

3.      เร้าใจให้แกล้วกล้า บังเกิดกำลังใจ ปลุกให้มีอุตสาหะแข็งขัน มั่นใจว่าจะทำให้สำเร็จได้ ไม่หวั่นระย่อต่อความเหนื่อยยาก ( สมุตตเตชนา)

4.      ชโลมใจให้แช่มชื่น ร่าเริง เบิกบาน ฟังไม่เบื่อ และเปี่ยมด้วยความหวัง เพราะมองเห็นคุณประโยชน์ที่ตนจะพึงได้รับจากกาปฏิบัติ (สัมปหังสนา)

            อาจผูกเป็นคำสั้นๆ ได้ว่า แจ่มแจ้ง จูงใจ หาญกล้า ร่าเริง หรือชี้ชัด เชิญชวน คึกคัก เบิกบาน

วิธีสอนแบบต่างๆ

spacerวิธีการสอนของพระพุทธเจ้า มีหลายแบบหลายอย่าง ที่น่าสังเกต หรือพบบ่อย คงจะได้แก่วิธีต่อไปนี้

1.      สนทนา (แบบสากัจฉา)

2.      แบบบรรยาย

3.      แบบตอบปัญหา ท่านแยกประเภทปัญหาไว้ตามลักษณะวิธีตอบเป็น 4 อย่างคือ

1.      ปัญหาที่พึงตอบตรงไปตรงมาตายตัว ... (เอกังสพยากรณียปัญหา)

2.      ปัญหาที่พึงย้อนถามแล้วจึงแก้ ... (ปฎิปุจฉาพยากรณียปัญหา)

3.      ปัญหาที่จะต้องแยกความตอบ ... (วิภัชชพยากรณียปัญหา)

4.      ปัญหาที่พึงยับยั้งเสีย (ฐปนียปัญหา) ได้แก่ ปัญหาที่ถามนอกเรื่อง ไร้ประโยชน์ อันจักเป็นเหตุให้เขว ยืดเยื้อ สิ้นเปลืองเวลาเปล่า พึงยับยั้งเสีย แล้วชักนำผู้ถามกลับเข้าสู่แนวเรื่องที่ประสงค์

4.      แบบวางกฎข้อบังคับ เมื่อเกิดเรื่องมีภิกษุกระทำความผิดอย่างใดอย่างหนึ่งขึ้นเป็นครั้งแรก

 

กลวิธี และอุบายประกอบการสอน

1.      การยกอุทาหรณ์ และการเล่านิทานประกอบ การยกตัวอย่างประกอบคำอธิบาย และการเล่านิทานประกอบการสอนช่วยให้เข้าใจความได้ง่าย และชัดเจน ช่วยให้จำแม่นยำ เห็นจริง และเกิดความเพลิดเพลิน ทำให้การเรียนการสอนมีรสยิ่งขึ้น...

2.      การเปรียบเทียบด้วยข้ออุปมา คำอุปมาช่วยให้เรื่องที่ลึกซึ้งเข้าใจยาก ปรากฏความหมายเด่นชัดออกมา และเข้าใจง่ายขึ้น โดยเฉพาะมักใช้ในการอธิบายสิ่งที่เป็นนามธรรม หรือแม้เปรียบเรื่องที่เป็นรูปธรรมด้วยข้ออุปมาแบบรูปธรรม ก็ช่วยให้ความหนักแน่นเข้า... การใช้อุปมานี้ น่าจะเป็นกลวิธีประกอบการสอนที่พระพุทธองค์ทรงใช้มากที่สุด มากกว่ากลวิธีอื่นใด

3.      การใช้อุปกรณ์การสอน ในสมัยพุทธกาล ย่อมไม่มีอุปกรณ์การสอนชนิดต่างๆ ที่จัดทำขึ้นไว้เพื่อการสอนโดยเฉพาะ เหมือนสมัยปัจจุบัน เพราะยังไม่มีการจัดการศึกษาเป็นระบบขึ้นมากอย่างกว้างขวาง หากจะใช้อุปกรณ์บ้าง ก็คงต้องอาศัยวัตถุสิ่งของที่มีในธรรมชาติ หรือเครื่องใช้ต่างๆ ที่ผู้คนใช้กันอยู่

4.      การทำเป็นตัวอย่าง วิธีสอนที่ดีที่สุดอย่างหนึ่ง โดยเฉพาะในทางจริยธรรม คือการทำเป็นตัวอย่าง ซึ่งเป็นการสอนแบบไม่ต้องกล่าวสอน เป็นทำนองการสาธิตให้ดู แต่ที่พระพุทธเจ้าทรงกระทำนั้นเป็นไปในรูปทรงเป็นผู้นำที่ดี การสอนโดยทำเป็นตัวอย่าง ก็คือ พระจริยวัตรอันดีงามที่เป็นอยู่โดยปกตินั้นเอง แต่ที่ทรงปฏิบัติเป็นเรื่องราวเฉพาะก็มี...

5.      การเล่นภาษา เล่นคำ และใช้คำในความหมายใหม่ การเล่นภาษาและการเล่นคำ เป็นเรื่องของความสามารถในการใช้ภาษาผสมกับปฏิภาณ ข้อนี้ก็เป็นการแสดงให้เห็นถึงพระปรีชาสามารถของพระพุทธเจ้าที่มีรอบไปทุกด้าน...แม้ในการสอนหลักธรรมทั่วไป พระองค์ก็ทรงรับเอาคำศัพท์ที่มีอยู่แต่เดิมในลัทธิศาสนาเก่ามาใช้ แต่ทรงกำหนดความหมายใหม่ ซึงเป็นวิธีการช่วยให้ผู้ฟังผู้เรียนหันมาสนใจ และกำหนดคำสอนได้ง่าย เพียงแต่มาทำความเข้าใจเสียใหม่เท่านั้น และเป็นการช่วยให้มีการพิจารณาเปรียบเทียบไปในตัวด้วยว่าอย่างไหนถูก อย่างไหนผิดอย่างไร จึงเห็นได้ว่า คำว่า พรหม พราหมณ์ อริยะ ยัญ ตบะ ไฟบูชายัญ ฯลฯ ซึ่งคำในลัทธิศาสนาเดิม ก็มีใช้ในพระพุทธศาสนาด้วยทั้งสิ้น แต่มีความหมายต่างออกไปเป็นอย่างใหม่

6.      อุบายเลือกคน และการปฏิบัติรายบุคคล การเลือกคนเป็นอุบายสำคัญในการเผยแพร่ศาสนา ในการประกาศธรรมของพระพุทธเจ้า เริ่มแต่ระยะแรกประดิษฐานพระพุทธศาสนาจะเห็นได้ว่าพระพุทธเจ้าทรงดำเนินพุทธกิจด้วยพระพุทโธบายอย่างทีเรียกว่า การวางแผนที่ได้ผลยิ่ง ทรงพิจารณาว่าเมื่อจะเข้าไปประกาศพระศาสนาในถิ่นใดถิ่นหนึ่งควรไปโปรดใครก่อน

7.      การรู้จักจังหวะ และโอกาส ผู้สอนต้องรู้จักใช้จังหวะ และโอกาสให้เป็นประโยชน์

8.      ความยืดหยุ่นในการใช้วิธีการ ถ้าผู้สอนสอนอย่างไม่มีอัตตา ตัดตัณหา มานะ ทิฏฐิเสียให้น้อยที่สุด ก็จะมุ่งไปยังผลสำเร็จในการเรียนรู้เป็นสำคัญ สุดแต่จะใช้กลวิธีใดให้การสอนได้ผลดีที่สุด ก็จะทำในทางนั้น ไม่กลัวว่าจะเสียเกียรติ ไม่กลัวจะถูกรู้สึกว่าแพ้

9.      การลงโทษ และให้รางวัล การใช้อำนาจลงโทษ ไม่ใช้การฝึกคนของพระพุทธเจ้า แม้ในการแสดงธรรมตามปกติพระองค์ ก็แสดงไปตามเนื้อหาธรรมไม่กระทบกระทั้งใคร... การสอนไม่ต้องลงโทษ เป็นการแสดงความสามารถของผู้สอนด้วย ในระดับสามัญ สำหรับผู้สอนทั่วไป อาจต้องคิดคำนึงว่าการลงโทษ ควรมีหรือไม่ แค่ไหน และอย่างไร แต่ผู้ที่สอนคนได้สำเร็จผลโดยไม่ต้องใช้อาญาโทษเลย ย่อมชื่อว่าเป็นผู้มีความสามารถในการสอนมากที่สุด

10.  กลวิธีแก้ปัญหาเฉพาะหน้า ปัญหาเฉพาะหน้าที่เกิดขึ้นต่างครั้ง ต่างคาว ย่อมมีลักษณะแตกต่างกันไปไม่มีที่สิ้นสุด การแก้ปัญหาเฉพาะหน้าย่อมอาศัยปฏิภาณ คือ ความสามารถในการประยุกต์หลัก วิธีการ และกลวิธีต่างๆ มาใช้ให้เหมาะสม เป็นเรื่องเฉพาะครั้ง เฉพาะคราวไป

นิเทศอาทิตตปริยายสูตร

ในการพิจารณาพระสูตรนี้ เพื่อทำความเข้าใจให้เป็นประโยชน์ในการสอน ความในพระสูตรนี้อาจสรุปได้เป็น 4 ตอนดังนี้

1.      สภาพที่เป็นปัญหา สิ่งที่พระองค์ตรัสว่าลุกเป็นไฟนั้นมีดังต่อไปนี้

o    จักษุ รูป จักขุวิญญาณ จักขุสัมผัส จักขุสัมผัสสชาเวทนา

o    โสตะ (หู) เสียง โสตวิญญาณ โสตสัมผัส โสตสัมผัสสชา เวทนา

o    ฆานะ (จมูก) กลิ่น ฆานวิญญาณ ฆานสัมผัส ฆานสัมผัสสชาเวทนา

o    ชิวหา (ลิ้น) รส ชิวหา วิญญาณ ชิวหาสัมผัส ชิวหาสัมผัสสชเวทนา

o    กาย โผฎฐัพพะ กายวิญญาณ กายสัมผัส กายสัมผัสสชาเวทนา

o    มนะ (ใจ) ธรรมะ (ความคิดคำนึงต่างๆ) มโนวิญญาณ มโนสัมผัส มโนสัมผัสสชาเวทนา

2.      สาเหตุ เมื่อ กำหนดตัวปัญหาได้ และเข้าใจสภาพของปัญหาแล้ว ก็ค้นหาสาเหตุให้เกิดไป หรือตัวไฟที่เผาผลาญนั้นต่อไปได้ความว่า สิ่งที่กล่าวมานั้น ลุกไหม้ด้วยกิเลส 3 อย่าง 8nv

o    ราคะ ความอยากได้ ความใคร่ ความติดใจ ความกำหนัดยินดี

o    โทสะ ความโกรธ ความขัดใจ ความเดือดแค้นชิงชังไม่พอใจต่างๆ

o    โมหะ ความหลง ความไม่รู้ ไม่เข้าใจสภาพของสิ่งทั้งหลายตามความเป็นจริง

3.      ข้อปฏิบัติเพื่อแก้ไข พระพุทธองค์ตรัสต่อไปอีกว่า อริยสาวกผู้ได้เรียนรู้แล้ว เมื่อเห็นอยู่แย่างนี้ ย่อมหน่ายในอายตนะภายใน ภายนอก ตลอดถึงเวทนาทั้งหมดเหล่านั้น เมื่อหย่ายก็ย่อมไม่ยึดติด

4.      ผล เมื่อไม่ยึดติด ก็หลุดพ้น เมื่อหลุดพ้น ก็เกิดญาณหยั่งรู้ ว่าหลุดพ้นแล้ว เป็นอันสิ้นชาติ อยู่จบพรหมจรรย์ ทำสิ่งที่จะต้องทำเสร็จสิ้นแล้ว สิ่งที่จะต้องทำเพื่อเป็นอย่างนี้ ไม่มีเหลืออีกเลย

พระธรรมเทศนา อาทิตตปริยายสูตร ที่ทรงแสดงแก่ชฏิล มีข้อควรสังเกตในแง่การสอน ที่เป็นข้อสำคัญ 2 อย่างคือ

1.      ทรงสอนให้ตรงกับความถนัด และความสนใจของชฏิล พระธรรมเทศนาของพระพุทธเจ้า ไม่ว่าจะทรงแสดงที่ใด และแก่ใครย่อมมีจุดหมายเป็นแนวเดียวกัน คือ มุ่งให้เกิดความรู้ความเข้าใจ ในสภาวะของสิ่งทั้งหลายตามความเป็นจริง แล้วให้มีทัศนคติ และ ปฎิบัติต่อสิ่งเหล่านั้นอย่างถูกต้องในทางที่เป็นประโยชน์ทั้งแก่ตน และบุคคลอื่น...

2.      ทรงสอนให้ตรงกับระดับสติปัญญา และระดับชีวิตของชฏิล ข้อสำคัญยิ่งอย่างหนึ่ง ที่พระพุทธเจ้าทรงคำนึงถึงในการทรงสอน คือ ความยิ่ง และหย่อนแห่งอินทรีย์ของผู้ฟัง ทรงพิจารณาว่าผู้ฟังมีสติปัญญาอยู่ในระดับใด ได้รับการศึกษาอบรมมาในทางใดมากน้อยเพียงไหน ดำรงชีวิตอยู่อย่างไร จะต้องแสดงเรื่องอะไรเขาจึงจะรู้เข้าใจ สามารถนำไปใช้เป็นคุณประโยชน์แก่ชีวิตของเขาได้

 

บทที่ ๒

สาระสำคัญพุทธศาสนา

        การนำเสนอพุทธศาสนานั้นต้องศึกษาให้เข้าใจว่า พุทธศาสนาเป็นศาสนาสอนอะไร  พุทธศาสนา จึงเป็นศาสนาที่อาศัยสติปัญญา หรือ อาศัยวิชาความรู้ที่ถูกต้องเพื่อทำลายความทุกข์ และต้นเหตุของความทุกข์เหล่านั้น

       การทำพิธีรีตอง เพื่อบูชาบวงสรวง อ้อนวอนบรรดาสิ่งศักดิ์สิทธิ์นั้น ไม่ใช่พุทธศาสนา พระพุทธเจ้าไม่รับเข้ามาไว้ในศาสนาของพระองค์เลย เพราะเป็นสิ่งที่น่าขบขัน น่าหัวเราะ และถือเอาเป็นที่พึ่งอันแท้จริงไม่ได้ พระพุทธเจ้าทรงปฏิเสธการกระทำเช่นนั้นโดยสิ้นเชิง

spacerมีคำกล่าวในพระพุทธศาสนา "ความรู้ ความฉลาด และความสามารถ ที่จะทำให้สำเร็จประโยชน์นั่นแหละ เป็นตัวฤกษ์ที่ดี อยู่ในตัวมันเองแล้ว ดวงดาวในท้องฟ้าจะทำอะไรได้ ประโยชน์ที่ควรจะได้ก็ผ่านพ้นคนโง่ๆ ที่มัวนั่งคำนวณดวงดาวในท้องฟ้าไปเสียสิ้น" ดังนี้ และว่า "ถ้าน้ำศักดิ์สิทธ์ในแม่น้ำคงคา ฯลฯ จะทำให้คนหมดบาปหมดทุกข์ได้แล้ว พวกเต่า ปู ปลา หรือหอยที่อาศัยอยู่ในแม่น้ำศักดิ์สิทธิ์นั้น ก็จะหมดบาปหมดทุกข์ไปด้วยน้ำนั้นเหมือนกัน" หรือ "ถ้าหากว่าคนจะพ้นทุกข์ได้ด้วยการบวงสรวง บูชาอ้อนวอนเอาๆ แล้ว ในโลกนี้ก็จะไม่มีใครมีความทุกข์เลย เพราะว่า ใครๆต่างก็บูชาอ้อนวอนเป็น"

spacerโดยเหตุที่ ยังมีคนที่มีความทุกข์ทั้งที่ได้กราบไหว้บูชาหรือทำพิธีรีตองต่างๆอยู่ จึงถือว่าไม่เป็นหนทางที่จะเอาตัวรอดได้ ฉะนั้น เราจะต้องพิจารณาโดยละเอียดลออให้รู้ ให้เข้าใจว่าอะไรเป็นอะไร แล้วปฏิบัติต่อสิ่งนั้นๆให้ถูกต้อง

พุทธศาสนาไม่ประสงค์คาดคะเน หรือทำอย่างที่เรียกว่าเผื่อจะเป็นอย่างนั้น เผื่อจะเป็นอย่างนี้ เราจะทำไปตรงๆตามที่มองเห็นด้วยปัญญาของตัวเอง โดยไม่ต้องเชื่อคนอื่นๆ แม้จะมีคนอื่นๆมาบอกให้ ก็ไม่ได้หมายความว่า จะต้องเชื่อเขาทันที เราจะต้องฟังและพิจารณาจนเห็นจริงเป็นสิ่งที่เป็นไปได้ แล้วจึงจะเชื่อ และพยายามทำให้ปรากฏผลด้วยตนเอง

ศาสนาเหมือนกับของหลายเหลี่ยม ดูเหมือนหนึ่งมันก็เป็นไปอย่างหนึ่ง ดูอีกเหลี่ยมหนึ่งมันก็เป็นไปอีกอย่างหนึ่ง แล้วแต่ว่าบุคคลนั้นจะถือหลักการคิดในแนวไหนก็จะเห็นศาสนาเดียวกันในลักษณะที่แตกต่างกันได้ แม้พุทธศาสนาก็ตกอยู่ในลักษณะเช่นนี้

spacerคนเราย่อมเชื่อความคิดเห็นของตัวเอง เพราะฉะนั้น ความจริง หรือสัจจะสำหรับคนหนึ่งๆนั้น มันอยู่ตรงที่ว่าเขาเข้าใจ และมองเห็นเท่าไรเท่านั้นเเอง สิ่งที่เรียกว่า "ความจริง" ของแต่ละคนไม่เหมือนกัน คนเราเข้าถึงปัญหาหนึ่งๆ ได้ตื้นลึกกว่ากัน หรือ ด้วยลักษณะที่ต่างกัน และด้วยสติปัญญาที่ต่างกัน สิ่งใดที่อยู่เหนือสติปัญญาความรู้ความเข้าใจของตน หรือตนยังไม่เข้าใจ คนนั้นก็ไม่ถือว่าเป็นความจริงของเขา ไม่เป็นความแท้ความจริงของเขาเลย

spacerความจริงของคนหนึ่งๆนั้น จะเดินคืบหน้าได้เสมอ ตามสติปัญญา ความรู้ความเข้าใจที่เพิ่มขึ้นทุกๆวัน จนกว่าจะถึงความจริงขั้นสุดท้าย คนเรามีการศึกษามาต่างกัน และมีหลักพิจารณาสำหรับจะเชื่อต่างๆกัน ฉะนั้น ถ้าจะ เอาสติปัญญาที่ต่างกันมาดูพุทธศาสนา ก็จะเกิดความคิดเห็นต่างกันไป ทั้งนี้เพราะว่าพุทธศาสนาก็มีอะไรๆครบทุกอย่างที่จะให้คนดู

spacerดังที่ได้กล่าวมาแล้ว พุทธศาสนาคือวิธีปฏิบัติ เพื่อเอาตัวรอดจากความทุกข์ โดยการทำให้รู้ความจริงว่า อะไรเป็นอะไร ตามที่พระพุทธเจ้าท่านทรงทำได้ก่อน และได้ทรงสอนไว้ แต่คัมภีร์ทางศาสนานั้นย่อมมีอะไรๆ เพิ่มขึ้นได้ ทุกโอกาศที่คนชั้นหลังเขาจะเพิ่มเติมลงไป พระไตรปิฏกของเราก็ตกอยู่ในฐานะอย่างเดียวกัน คนชั้นหลังๆเพิ่มเติมข้อความเข้าไปตามที่เห็นว่าจำเป็นสำหรับยุคนั้นๆ เพื่อจะช่วยให้คนมีศรัทธามากขึ้นๆ หรือกลัวบาป รักบุญมากขึ้น ซึ่งอาจจะมากเกินขอบเขตจนกระทั่งเกิดการเมาบุญกันใหญ่

spacerเราควรยึดกายวาจาบริสุทธิ์ให้เป็นที่ตั้งของจิตบริสุทธิ์ เพื่อให้เกิดปัญญารู้ว่าอะไรถูก แล้วประพฤติปฏิบัติไปตามนั้น อย่าได้ถือว่าถ้าเขาว่าเป็นพุทธศาสนาแล้ว ก็เป็นพุทธศาสนา เนื้องอกนั้นได้งอกมาแล้วนับตั้งแต่วันหลังจากพระพุทธเจ้าปรินิพพาน และยังงอกเรื่อยๆมา กระจายไปทุกทิศทุกทางจนกระทั่งบัดนี้ เลยมีเนื้องอกก้อนโตๆอย่างมากมาย (พุทธศาสนาเนื้องอก เช่นพิธีรีตองต่างๆที่เพิ่งเกิดขึ้นและเกียวเนื่องกับพระพุทธศาสนาเพียงเล็กๆน้อยๆ ก็พลอยถูกนับเข้าเป็นพุทธศาสนาไปด้วยอย่างน่าสมเพช เช่น การจัดสำรับคาวหวาน ผลหมากรากไม้ เพื่อเซ่นวิญญาณของพระพุทธเจ้าอย่างที่เรียกว่าถวายข้าวพระ เป็นต้น มันเป็นสิ่งที่มีไม่ได้ตามหลักของพุทธศาสนา แต่พุทธบริษัทบางพวกเข้าใจว่านี่เป็นพุทธศาสนา และได้สอนกันถือกัน อย่างเคร่งครัด การบวชนาคก็เกิดมีพิธีทำขวัญนาค เชื้อเชิญแขกมาเลี้ยงดูกันอย่างเมามายเอิกเกริก ทำพิธีทั้งที่วัดและที่บ้าน บวชไม่กี่วันก็สึกออกมา แล้วกลายเป็นคนเกลียดวัดยิ่งไปกว่าเดิมก็มี นี่ขอให้คิดดูเถิดว่า สิ่งไม่เคยมีในครั้งพุทธกาลก็ได้มีขึ้น เราหลงเรียกการทำขวัญนาค และการทำพิธีต่างๆตลอดถึงการฉลองอะไรๆเหล่านั้น ว่าเป็นพุทธศาสนาแล้วก็นิยมทำกันอย่างยิ่ง จนหมดเปลืองทรัพย์ของตนหรือของคนอื่นเท่าไรก็ไม่ว่า พุทธศาสนาใหม่ๆอย่างนี้เกิดมีมากมายแทบจะทั่วไปทุกแห่ง ธรรมะหรือของจริงที่เคยมีมาแต่ก่อนนั้น ถูกหุ้มห่อโดยพิธีรีตองจนมิด เกิดมุ่งหมายผิดเป็นอย่างอื่นไป

spacerพวกเราเองจะไปอ้างเอา "พุทธศาสนาเนื้องอก" มาถือว่าเป็นพุทธศาสนาไม่ได้ หรือ คนในศาสนาอื่นจะมาชี้ก้อนเนื้องอกเหล่านี้ ซึ่งมีอยู่อย่างน่าบัดสีอย่างน่าละอายว่าเป็นพุทธศาสนา ก็ไม่ถูกเหมือนกัน คือไม่เป็นการยุติธรรมเพราะสิ่งนี้ไม่ใช้พุทธศาสนา แต่เป็น "เนื้องอก" พวกเราที่จะช่วยจรรโลงพระพุทธศาสนาเพื่อให้เป็นที่พึ่งแก่คนทั้งหลาย หรือเพื่อประโยชน์แก่ตัวเราเองก็ตาม จะต้องรู้จักฉวยให้ถูกตัวแท้ของพุทธศาสนา ไม่ไปถูกชิ้นเนื้อร้ายเนื้องอกดังที่กล่าวมาแล้ว

spacerแม้พุทธศาสนาตัวแท้ก็ยังมีหลายแง่หลายมุม ที่จะทำให้เกิดการจับฉวยเอาไม่ถูกความหมายที่แท้ของพระพุทธศาสนาก็ได้

spacerถ้ามองด้วนสายตานักศิลธรรม ก็จะเห็นว่า พุทธศาสนาเป็นศาสนาแห่งศิลธรรม (Moral) เพราะมีกล่าวถึงบุญบาป ความซื่อตรง ดีชั่ว ความกตัญญุกตเวที ความสามัคคี ความเป็นเป็นคนที่เปิดเผยตัวเอง และอะไรต่างๆ อีกมากมาย ล้วนแต่มีอยู่ในพระไตรปิฏกทั้งนั้น แม้ชาวต่างประเทศก็มองดูในส่วนนี้อยู่มากหรือว่าชอบพุทธศาสนาเพราะเหตุนี้ก็มีอยู่มาก

spacerพุทธศาสนาอีกส่วนหนึ่ง สูงขึ้นไปเป็นสัจธรรม (Truth) คือ กล่าวถึงความจริงที่ลึกซึ้งเร้นลับนอกเหนือไปกว่าที่คนธรรมดาสามัญจะเห็นได้ ส่วนนี้ได้แก่ความรู้เรื่องความว่างเปล่าของสรรพสิ่งทั้งปวง (สุญญตา) เรื่องความไม่เที่ยง (อนิจจัง) ความเป็นทุกข์ (ทุกขัง) ความไม่ใช้ตัวตน (อนัตตา) หรือเรื่องการเปิดเผยว่าทุกข์เป็นอย่างไร เหตุให้เกิดทุกข์เป็นอย่างไร ความดับสนิทของทุกข์เป็นอย่างไร และวิธีปฏิบัติให้ถึงความดับทุกข์เป็นอย่างไร ในฐานะเป็นความจริงอันเด็ดขาดที่เปลี่ยนแปลงไม่ได้ (อริยสัจจ์) ซึ่งทุกคนควรจะต้องรู้ นี้เรียกว่าพุทธศาสนาในฐานะเป็นสัจธรรม

spacerพุทธศาสนาในฐานะที่เป็นศาสนา (Religion) คือส่วนที่เป็นตัวระเบียบปฎิบัติ ซึ่งได้แก่ ศิล สมาธิ ปัญญา กระทั่งผลที่เกิดขึ้นคือความหลุดพ้น และปัญญาที่รู้เห็นความหลุดพ้น ว่าเมื่อใครปฎิบัติแล้วจะหลุดพ้นไปจากทุกข์ได้จริง นี้เรียกว่า พุทธศาสนาในฐานะที่เป็นศาสนา

spacerเรายังมี พุทธศาสนาในเหลี่ยมที่เป็นจิตวิทยา (Psychology) เช่น คัมภีร์พระไตรปิฏกภาคสุดท้าย กล่าวบรรยายถึงลักษณะจิตไว้กว้างขวางอย่างน่าอัศจรรย์ที่สุด เป็นที่งงงันและสนใจแก่นักศึกษาทางจิตแม้แห่งยุคปัจจุบัน เป็นความรู้ทางจิตวิทยาที่จะอวดได้ว่าแยบคาย หรือลึกลับกว่าความรู้ทางจิตวิทยาของโลกปัจจุบันไปเสียอีก

spacerพุทธศาสนายังมีเหลี่ยมความรู้ซึ่งจัดได้ว่าเป็นปรัชญา (Philosophy) คือสิ่งที่ทดลองไม่ได้ ยังต้องอาศัยการคำนึงคำนวณไปตามหลักแห่งการใช้เหตุผลแห่งการคำนึงคำนวณระบอบหนึ่ง แต่ถ้าเห็นแจ้งประจักษ์ได้ด้วยตา หรือด้วยการพิสูจน์ ทดลองตามทางวัตถุ หรือแม้เห็นชัดด้วย "ตาใน" คือญาณจักษุก็ตาม เรียกว่าเป็นวิทยาศาสตร์ (Science) ได้ ความรู้อันลึกซึ้ง เช่นเรื่องสุญญตาย่อมเป็นปรัชญาสำหรับผู้ที่ยังไม่บรรลุธรรมไปพลางก่อน แต่จะกลายเป็นวิทยาศาสตร์ทันทีสำหรับผู้ที่บรรลุธรรมแล้ว เช่น พระอรหันต์ เพราะท่านได้เห็นได้ประจักษ์ แล้วด้วยจิตใจของท่านเองไม่ต้องคำนึงคำนวณตามเหตุผล

spacerหลักพระพุทธศาสนาบางประเภท ก็เป็นวิทยาศาสตร์ (Science) โดยส่วนเดียว เพราะพิสูจน์ได้ชัดแจ้งด้วยความรู้สึกภายในใจของผู้มีสติปัญญา โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องอริยสัจจ์เป็นต้น ถ้าผู้ใดมีสติปัญญาสนใจศึกษา ค้นคว้าแล้วจะมีเหตุผลแสดงอยู่ในลักษณะที่เป็นวิทยาศาสตร์ ไม่มืดมัวเป็นปรัชญาเหมือนอย่างบางเรื่อง

spacer"ถ้าหากว่าจะมีศาสนาใดศาสนาหนึ่ง ซึ่งเข้ากันได้ดีกับแนวคิด หรือหลักการทางวิทยาศาสตร์สมัยใหม่ (The Modern Scientific mind) แล้วศาสนานั้นก็คือ พระพุทธศาสนา นั่นเอง" "ศาสนาในอนาคตจะต้องเป็นศาสนาแห่งสากล ซึ่งล่วงพ้นจากความเชื่อในเรื่องของพระผู้เป็นเจ้า หรือสิ่งศักดิ์ทั้งหลาย โดยมีหลักการที่จะต้องตั้งอยู่บนรากฐานของความศรัทธาที่เกิดจากความสะสมประสบการร์ในทุกๆด้าน ทั้งในด้านธรรมชาติ และด้านจิตวิญญาณอย่างมีเหตุผล พุทธศาสนาเป็นคำตอบสำหรับหลักการนี้"อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ (Albert Einstein) (นักฟิสิกซ์ผู้ยิ่งใหญ่แห่งศตวรรษที่ 20) (ค.ศ. 1879-1955)

"ผมตกตะลึง และรู้สึกกระอักกระอ่วนใจที่พบว่า งานวิจัยของผมกลับกลายมาวางอยู่บนพื้นฐานทางความคิดที่ดูจะไม่เป็นวิทยาศาสตร์เอาเสียเลย เมื่อมันถูกนำไปเชื่อมสัมพันธ์กับพุทธรรรมคำสอนในศาสนาพุทธ"

spacerspacerจอฟฟรีย์ ชิว (Geoffrey Chew) (นักฟิสิกซ์ผู้ยิ่งใหญ่แห่งศตวรรษที่ 21)

"มนุษย์ได้ฝึกฝนความเฉลียวฉลาดรอบรู้ของตนเพื่อเอาชนะธรรมชาติภายนอกด้วยวิทยาศาสตร์ และประยุกต์วิทยา (Science and Technology) บัดนี้ถึงเวลาแล้วที่มนุษย์ควรแสวงหาแสงสว่าง หรือสติปัญญาที่สูงลึกซึ้งยิ่งกว่านั้นอีก พระพุทธศาสนาเท่านั้นที่จะช่วยให้มนุษย์ประสบความสำเร็จตามเป้าหมายดังกล่าวนี้ได้   

ฟรานซิส สตอรี่ (Francis Story) (นักวิทยาศาสตร์ผู้มีชื่อเสียงชาวอังกฤษ)

สำหรับบุคคลผู้บูชาวัฒนธรรม ก็จะพบว่ามีคำสั่งสอนในพระพุทธศาสนาหลายข้อที่ตรงกับหลักวัฒนธรรมสากล และมีคำสอนอีกมากที่เป็นวัฒนธรรมของชาวพุทธโดยฌฉพาะ ซึ่งดีกว่าสูงกว่าวัฒนธรรมสากลอย่างมากมาย

spacerแม้พุทธศาสนาส่วนที่เป็นตรรกวิทยา (Logic) ซึ่งเป็นศาสตร์ที่โยกโคลงที่สุด ก็มีมากด้วยเหมือนกัน โดยเฉพาะในพวกพระอภิธรรมบางคัมภีร์ เช่นคัมภีร์กถาวัตถุเป็นต้นฯ

spacerแต่อย่างไรก็ตามอยากจะขอยืนยันว่า พุทธศาสนาเหลี่ยมซึ่งชาวพุทธจะต้องสนใจที่สุด นั้นคือ เหลี่ยมที่เป็นศาสนา ซึ่งหมายถึงวิธีปฏิบัติโดยรวบรัด เพื่อให้รู้ความจริงว่าสิ่งทั้งปวงเป็นอะไร จนถอนความยึดถือหลงใหลต่างๆออกมาเสียจากสิ่งทั้งปวงได้ การกระทำเช่นนี้เรียกว่า เราเข้าถึงตัวพระพุทธศาสนา ในฐานะเป็นพุทธศาสนา มีผลดียิ่งกว่าไปกว่าที่จะถือเป็นเพียงศิลธรรมขั้นพื้นฐาน และสัจธรรมอันเป็นความรู้ที่ลึกซึ้งอย่างเดียวโดยไม่ปฏิบัติอะไร และเป็นผลดีกว่าที่จะถือเป็นปรัชญา ที่มีไว้คิดไว้นึกไว้เถียงกันอย่างสนุกๆ แล้วไม่ละกิเลสอะไรได้ หรือดีกว่าที่จะถือเป็นเพียงวัฒนธรรมสำหรับการประพฤติที่ดีงามน่าเลื่อมใสในด้านสังคมแต่อย่างเดียว

spacerอย่างน้อยที่สุด เราทั้งหลายควรถือ พุทธศาสนาในฐานะเป็นศิลปะ (Art) ซึ่งในที่นี้หมายถึงศิลปะแห่งการครองชีวิต คือเป็นการกระทำที่แยบคายสุขุม ในการที่จะมีชีวิตอยู่เป็นมนุษย์ให้น่าดูชมน่าเลื่อมใส น่าบูชาเป็นที่จับอกจับใจแก่คนทั้งหลาย จนคนอื่นพอใจทำตามเราด้วยความสมัครใจไม่ต้องแค่นเข็นกัน เราจะมี ความงดงามในเบื้องต้น ด้วยศิลบริสุทธิ์ มีความงดงามในท่ามกลาง ด้วยการมีจิตใจสงบเย็น เหมาะสมที่จะทำงานในด้านจิต มี ความงดงามในเบื้องปลาย ด้วยความสมบูรณ์แห่งปัญญา คือรู้แจ้งสิ่งทั้งปวงว่าอะไรเป็นอะไร จนไม่มีความทุกข์ เกิดขึ้นเพราะสิ่งทั้งปวงนั้น

spacerเมื่อใครมีชีวิตอยู่ด้วยความงาม 3 ประการ เช่นนี้แล้ว ถือว่าเป็นผู้มีศิลปะแห่งการดำรงชีวิตอย่างสูงสุด ชาวตะวันตกหันมาสนใจพุทธศาสนา ในฐานะเป็นศิลปะแห่งชีวิตโดยนัยนี้เป็นอันมาก และกล่าวขวัญกันมากกว่าแง่อื่นๆ

spacerการที่เราเข้าถึงตัวแท้ของพระพุทธศาสนา จนถึงกับนำมาใช้เป็นแบบแห่งการครองชีวิตนั้น มันทำให้เกิด ความบันเทิงรื่นเริงตามทางธรรมะ ไม่เหงาหงอยไม่น่าเบื่อหน่าย หรือหวาดกลัวดังที่เกรงกันอยู่ว่า ถ้าละกิเลสเสียแล้วชีวิตนี้จะแห้งแล้งไม่มีรสชาติอะไรเลย หรือถ้าปราศจากตัณหาต่างๆ โดยสิ้นเชิงแล้วคนเราจะทำอะไรไม่ได้ หรือไม่คิดทำอะไรอย่างนี้เป็นต้น แต่โดยที่แท้จริงแล้ว ผู้ดำรงชีวิตอยู่อย่างถูกต้อง ตามศิลปะแห่งการครองชีวิตของพระพุทธเจ้านั้น คือผู้มีชัยชนะอยู่เหนือสิ่งทั้งปวงที่เข้ามาแวดล้อมตน ไม่ว่าจะเป็นสัตว์บุคคลสิ่งของ หรืออะไรก็ตาม ย่อมจะเข้ามาในฐานะผู้แพ้ ไม่อาจจะทำให้เกิดความมืดมัว สกปรก เร่าร้อนให้แก่ผู้นั้นได้ อากัปกิริยาที่เป็นฝ่ายชนะอารมณ์ทั้งปวงนี้ ย่อมเป็นที่บันเทิงเริงรื่นอย่างแท้จริง และนี่คือข้อที่ควรถือเป็นศิลปะในพุทธศาสนา

spacerธรรมะในพระพุทธศาสนา จะให้ความเพลิดเพลินแก่จิตใจที่ต้องการธรรมะ นับได้ว่าเป็นอาหารจำเป็นอย่างหนึ่งเหมือนกัน คนที่ตกอยู่ในอำนาจของกิเลสยังต้องการอาหารทางตา หู จมูก ลิ้น กาย แสวงหากันไปตามวิสัยปุถูชนนั้นก็ถูกแล้ว แต่ยังมีอีกสิ่งหนึ่งซึ่งอยู่ลึก และไม่ต้องการอาหารอย่างนั้น สิ่งนี้คือวิญญาณซึ่งเป็นอิสระหรือบริสุทธิ์ ต้องการความบันเทิงเริงรื่น คืออาหารทางธรรมะ นับตั้งแต่ความยินดีปรีดาที่รู้สึกว่าตนได้ทำอะไรอย่างถูกต้อง เป็นที่พอใจของผู้รู้ทั้งหลาย มีความสงบระงับในใจชนิดดที่กิเลสมารบกวนไม่ได้ มีความเห็นแจ่มแจ้งรู้เท่าทันสิ่งทั่งปวงว่าอะไรเป็นอะไร ไม่ทะเยอทะยานในสิ่งใด มีอาการเหมือนกับนั่งลงได้ ไม่ต้องวิ่งงไปวิ่งมาเหมือนคนทั้งหลาย ชนิดที่ท่านให้คำเปรียบไว้ว่า "กลางคืนอัดควัน กลางวันเป็นไฟ"

spacer"กลางคืนอัดควัน" นั่น หมายถึงการนอนไม่หลับกระสับกระส่ายมือก่ายหน้าผาก คิดจะแสวงหาอย่างนั้นอย่างนี้คิดจะกระทำเพื่อให้ได้เงิน ได้ลาภหรือสิ่งต่างๆที่ตนปราถนา อันเป็นควันกลุ้มอยู่ในใจ เพราะมันยังมือค่ำ ลุกไปไหนไม่สะดวก ต้องทนอดนอนอัดควันอยู่ ครั้นถึงวันรุ่งขึ้น ก็ออกวิ่งไปตามความต้องการของ "ควัน" ที่อัดไว้เมื่อคืน นี่เรียกว่า "กลางวันเป็นไฟ" เป็นอาการของจิตใจที่ไม่ได้รับความสงบ ไม่ได้รับอาหารทางธรรมเป็นความกระหาย ไปตามอำนาจของกิเลส และตัณหา "กลางคืนอัดควัน" ร้อนรุ่มอยู่แล้วตลอดคืน "กลางวันยังเป็นไฟ" คือทั้งร้อนทั้งไหม้อะไรไปในตัวเสร็จตลอดทั้งวันแล้วจะหาความสงบเยือกเย็นอย่างไรได้ ถ้าคนเราต้อง "กลางวันอัดควัน กลางวันเป็นไฟ" ไปจนตลอดชีวิต ถึงตายแล้ว จะเป็นอย่างไรบ้าง ขอให้ลองคิดดู เขาเกิดมาทนทุกข์ทรมานจนตลอดชีวิต คือนับตั้งแต่เกิดจนกระทั่งเน่าเข้าโลกไปทีเดียว โดยไม่มีสติปัญญาที่จะระงับดับไฟ ดับควันนั้นเสียเลย บุคคลชนิดนี้จะต้องอาศัยสติปัญญาของบุคคลประเภทพระพุทธเจ้า สำหรับช่วยแก้ไขให้เบาบางลงตามส่วน เมื่อเขาได้เข้าใจสิ่งทั้งหลายทั้งปวงถูกต้องตามความเป็นจริงมากขึ้นเท่าไรควันหรือไฟก็จะลดน้อยลงเท่านั้น

spacerทั้งหมดนี้เป็นการชี้ให้เห็นว่า สิ่งที่เรียกว่าพุทธศาสนานั้นมีลักษณะหลายเหลี่ยมหลายมุม เหมือนกับภูเขาลูกเดียวมองจากทิศต่างๆกัน ก็เห็นรูปต่างๆกัน ได้ประโยขน์ต่างๆกัน แล้วแต่ใครจะมองอย่างไร แม้พระพุทธศาสนา จะมีมูลมาจากความกลัว ก็ไม่ใช้ความกลัวที่โง่เขลา ของคนป่าเถื่อน จนถึงกับนั่งไหว้รูปเคารพหรือไหว้สิ่งที่มีปรากฏแปลกๆ แต่เป็นความกลัวชนิดที่สูงด้วยสติปัญญา คือกลัวว่าจะไม่ได้รอดพ้นไปจากการบีบคั้นของความเกิด แก่ เจ็บ ตาย หรือความทุกข์ทั้งหลายที่เรามองเห็นๆ กันอยู่

spacerพุทธศาสนาตัวแท้ ไม่ใช่หนังสือ ไม่ใช่คัมภีร์ ไม่ใช่เสียงบอก เล่าตามพระไตรปิฎก หรือตัวพิธีรีตองต่างๆ ซึ่งไม่ใช้ตัวแท้ของพระพุทธศาสนา ตัวแท้ต้องเป็น ตัวการปฎิบัติด้วยกายวาจาใจ ชนิดที่จะทำลายกิเลสให้ร่อยหรอ หรือหมดสิ้นไปในที่สุด ไม่จำเป็นต้องเนื่องด้วยหนังสือ ด้วยตำรา ไม่ต้องอาศัยพิธีรีตอง หรือสิ่งภายนอก เช่นผีสางเทวดา แต่ต้องเนื่องด้วยกาย วาจา ใจ โดยตรง คือจะต้องบากบั่นกำจัดกิเลสให้หมดสิ้นไป จนเกิดความรู้แจ่มแจ้ง สามารถทำอะไรให้ถูกต้องได้ด้วยตนเอง ไม่มีความทุกข์เกิดขึ้นตั้งแต่ต้นจนอวสาน นี่แหละคือตัวแท้ของพระพุทธศาสนา ในส่วนที่เราจะต้องเข้าถึงให้จงได้ อย่าได้ไปหลงยึดเอาเนื้องอกที่หุ้มห่อพระพุทธศาสนามาถือว่าเป็นตัวพระพุทธศาสนากันเลย

spacerพุทธศาสนิก แปลว่า ผู้ปฏิบัติตามศาสนาของผู้รู้ ที่ว่ารู้นั้น หมายถึงรู้อะไร? ก็คือรู้สิ่งทั้งปวงที่เป็นจริงนั่นเอง จึงกล่าวได้ว่าพุทธศาสนาก็คือ ศาสนาที่ทำให้รู้ว่าอะไรเป็นอะไร เป็นศาสนาเกี่ยวกับความรู้จริง เราจึงต้องปฏิบัติจรเรารู้ได้เอง เมื่อรู้ถึงที่สุด แล้วไม่ต้องกลัว กิเลสตัณหาต่างๆ จะถูกความรู้นั้นทำลายให้สิ้นไป ความไม่รู้ (อวิชชา) ก็จะดับไปทันที ในเมื่อความรู้ได้เกิดขึ้นมาก ฉะนั้นข้อปฏิบัติต่างๆจึงมีไว้เพื่อให้วิชชาเกิด

spacerสรุปความว่า พุทธศาสนา คือวิชาและระเบียบปฏิบัติเพื่อให้รู้ว่า อะไรเป็นอะไร เมื่อเรารู้ว่า อะไรเป็นอะไรถูกต้องจริงๆแล้วไม่ต้องมีใครมาสอนเรา หรือมาแนะนำเรา เราก็ปฏิบัติต่อสิ่งนั้นๆถูกต้องได้ด้วยตนเอง แล้วกิเลสก็จะหมดไปเอก เราเป็นอริยบุคคลขั้นใดขั้นหนึ่งขึ้นมาทันที หรือที่ชอบเรียกกันว่า มรรคผลนิพพาน นี้ได้ด้วยตนเอง เพระาการที่เรามีความรู้อะไรเป็นอะไรโดยถูกต้องถึงที่สุดอย่างแท้จริงเท่านั้น

รัตนตรัย หมายถึง สิ่งลำค่า 3 ประการ หลักที่เคารพบูชาสูงสุดของพุทธศาสนิกชน 3 อย่าง

1.      พระพุทธเจ้า หมายถึง พระผู้ตรัสรู้เองและสอนผู้อื่นให้รู้ตาม

2.      พระธรรม หมายถึง คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า ทั้งหลักความประพฤติ

3.      พระสงฆ์ หมายถึง หมู่สาวกผู้ปฏิบัติตามคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า

วิธีการสอนตามแนวทางแห่งพุทธศาสตร์   เป็นที่ประจักษ์ชัดในปัจจุบันว่านักการศึกษาเกือบทั่วโลก ต่างยอมรับนับถือคำสอนของพระพุทธเจ้าว่าประเสริฐและยอดเยี่ยมจริง  ทั้งยังมีวิธีการสอนที่ทันสมัยอยู่เสมอ  และใช้ได้ผลดีมาตั้งแต่โบราณกาล  ดังนั้นนักวิชาการและนักการศึกษาหลายท่านได้ให้ความคิดเห็นเกี่ยวกับวิธีการสอนตามแนวพุทธศาสตร์ไว้อย่างหลากหลาย  ซึ่งล้วนแต่เป็นวิธีการที่น่าสนใจยิ่ง  ในที่นี้จะขอเสนอความคิดเห็นเฉพาะบางท่านที่มีสาระต่อการเรียนการสอนโดยตรง มากล่าวโดยย่อ ดังต่อไปนี้

          ๑. การสอนด้วยการยึด ๔ โก  การสอนที่ได้ผลดีนั้น  ต้องเป็นวิธีการสอนที่ประกอบด้วยวาทศิลป์ ซึ่งเป็นศิลปะในการสอนของพระพุทธเจ้าในการสั่งสอนสาวกทุกครั้ง อันประกอบด้วยคุณลักษณะ ๔ ประการ  คือ
           ๑.  สันทัสสโก  สอนให้เห็นคือให้รู้แจ้งเห็นจริงด้วยใจเหมือนตาเห็น
           ๒.สมาทปโก สอนให้เชื่อคือชักชวนให้ปฏิบัติตา

           ๓.  สมุตตเตชโก  สอนให้กล้าคือเร้าให้ผู้ฟังมีความกล้าหาญในการปฏิบัติตามนั้น      

           ๔.  สัมปหังสโก  สอนให้สนุกคือให้ผู้ฟังมีความร่าเริงแจ่มใส  แช่มชื่นในการฟังและปฏิบัติตาม ๑

            ๒.  การสอนแบบโบราณ  ที่เรียกกันว่าหัวใจนักปราชญ์  ๔ ประการ  คือ  ดังต่อไปนี้

๑.  สุ (สุตตะ)  คือสอนให้รู้จักฟัง
            ๒.  จิ (จิตตะ)   คือสอนให้รู้จักคิด
            ๓.  ปุ (ปุจฉา)  คือสอนให้รู้จักถาม
            ๔.  ลิ (ลิขิตะ)  คือสอนให้รู้จักเขียน ๒

            ๓.  การสอนแบบอริยสัจ คือสอนแบบตั้งปัญหา  และแก้ปัญหา    ประการ  คือ
            ๑.  ทุกข์  คือสอนให้รู้จักปัญหา  ให้เห็นปัญหา  คือตัวทุกข์
            ๒.  สมุทัย  คือสอนให้รู้จักสาเหตุของปัญหา  คือเหตุเกิดทุกข์
            ๓.  นิโรธ  คือสอนให้รู้จักวิธีการแก้ปัญหาด้วยการทดลอง เก็บข้อมูลเพื่อนำมาแก้ปัญหาให้ได้จนหมดปัญหา
            ๔.  มรรค  สอนให้รู้จักสรุปผลที่เป็นแนวทางในการแก้ปัญหา  แล้วสามารถนำไปใช้ในชีวิตประจำวันได้ ๓
              สาโรช  บัวศรี   ได้กล่าวถึงวิธีการสอนตามขั้นทั้ง ๔  ของอริยสัจ  ไว้ว่า  “ด้านพุทธประวัติ  ได้ปรากฏชัดว่าในการแก้ปัญหาชีวิตของพระพุทธองค์นั้น ได้ทรงคิดแก้ปัญหาด้วยพระองค์เอง ทรงทดลองและทรงปฏิบัติหรือกระทำด้วยพระองค์เองทั้งสิ้นผลก็คือทรงตรัสรู้ได้เรียนรู้อย่างแจ่มชัดหรือรู้แจ้งซึ่งเป็นการยืนยันว่า  การคิดหรือคิดแก้ปัญหาด้วยตนเองนั้น  ทำให้รู้แจ้งหรือเกิดการเรียนรู้ขึ้นเป็นอย่างดี ๔

           พระราชวรมุนี ได้กล่าวถึงเรื่องวิธีการสอนตามขั้นทั้ง ๔ ของอริยสัจ  นี้ว่า “การคิดแก้ปัญหาและการกระทำควบคู่กันไปนั้น  ได้ปรากฏอย่างชัดเจนในขั้นตอนของอริยสัจ ๔  โดยเฉพาะในกิจของอริยสัจ  ซึ่งเป็นหน้าที่ที่จะพึงกระทำต่ออริยสัจ ๔  แต่ละอย่าง  ที่จะต้องปฏิบัติให้ถูกต้องและเสร็จสิ้นในอริยสัจ ๔ แต่ละอย่างด้วย  จึงจะได้ชื่อว่ารู้อริยสัจ  หรือเป็นผู้ตรัสรู้แล้ว๕

           วิธีการสอนนั้น  เป็นการกระทำอย่างหนึ่งที่จะทำอย่างไร  ผู้เรียนจึงจะเกิดความเข้าใจ  หรือเกิดการเรียนรู้ขึ้นมาได้   ดังนั้นวิธีการสอนจะต้องประยุกต์จากกิจในอริยสัจ ๔  เป็นส่วนใหญ่  เพราะเป็นเรื่องของการปฏิบัติหรือการกระทำ  มิได้ประยุกต์จากตัวอริยสัจ ๔  โดยตรง  จึงเป็นวิธีสอนที่เรียกว่า “วิธีสอนทั้ง ๔ ขั้นขั้นของอริยสัจ”

            ๑.  ขั้นกำหนดปัญหา  (ขั้นทุกข์)
 ครูช่วยให้นักเรียนให้ได้ศึกษาพิจารณาดูปัญหา  ที่เกิดขึ้นด้วยตนเอง  ด้วยความรอบครอบ  และพยายามกำหนดขอบเขตของปัญหาซึ่งนักเรียนจะต้องคิดแก้ไขให้จงได้

           ๒.  ขั้นตั้งสมมิฐาน  (ขั้นสมุทัย)
           ๑. ครูช่วยให้นักเรียนให้ได้พิจารณาด้วยตนเองว่า  สาเหตุของปัญหาที่ยกขึ้นมากล่าวในขั้นที่ ๑  มีอะไรบ้าง
           ๒.  ครูช่วยนักเรียนให้ได้เกิดความเข้าใจว่า  ในการแก้ปัญหาใด ๆ  นั้น  จะต้องกำจัดหรือดับที่ต้นตอ  หรือแก้ที่สาเหตุของปัญหาเหล่านั้น
           ๓.  ครูช่วยนักเรียนให้คิดว่า  ในการแก้ที่สาเหตุนั้น  อาจกระทำอะไรได้บ้าง  คือให้กำหนดสิ่งจะกระทำนี้เป็นข้อ ๆ ไป

            ๓.ขั้นทดลองและเก็บข้อมูล (ขั้นนิโรธ)
 เป็นขั้นการทดลองและเก็บรวบรวมข้อมูลหรือขั้นนิโรธมีวิธีการขั้นตอน  ดังต่อไปนี้
           ๑.  สัจฉิกิริยา  หมายถึงการทำให้แจ้ง  หรือให้บรรลุจุดหมายที่ต้องการทำอย่างไรจึงจะทำให้แจ้งได้  ถ้าเจริญรอยตามพระพุทธองค์ก็ต้องกระทำด้วยตนเอง  จะเห็นว่าพระพุทธองค์ทรงทดลองวิธีการต่างๆ    ด้วยพระองค์เอง  เช่น  โยคะ  ตบะ  และทรงอดพระกระยาหาร  เป็นต้น  เมื่อทรงเห็นว่าไม่สามารถบรรลุจุดหมายปลายทางที่ต้องการได้  จึงใช้วิธีการของสมถะและวิปัสสนากรรมฐาน  ดังนั้นในการสอนขั้นนี้ ครูต้องช่วยให้นักเรียนได้กระทำหรือทำการทดลองด้วยตนเองตามหัวข้อต่างๆ  ที่ได้กำหนดไว้ว่า  จะกระทำกันดังในข้อที่ ๒ ข้อที่ ๓
           ๒.  เมื่อทดลองได้ผลประการใด  ต้องบันทึกผลของการทดลองแต่ละอย่าง  หรือที่เรียกว่า “ข้อมูล”   ไว้เพื่อพิจารณาในขั้นต่อไป

           ๔.  ขั้นวิเคราะห์ข้อมูลและสรุปผล  (ขั้นมรรค)
 ขั้นวิเคราะห์ข้อมูลและสรุปผลหรือขั้นมรรค  มีวิธีการและขั้นตอน  ดังต่อไปนี้
           ๑.  จากการทดลองกระทำด้วยตนเองหลาย ๆ  อย่างนั้น  ย่อมจะได้ผลออกมาให้เห็นชัด ผลบางประการชี้ให้เห็นว่า  แก้ปัญหาได้บางประการ  แต่ไม่ค่อยชัดเจนนัก  ผลที่ถูกต้องจะชี้ให้เห็นว่า  แก้ปัญหาได้แน่นอนแล้วและได้บรรลุจุดหมายแล้ว  ได้แนวทางหรือข้อปฏิบัติที่เราต้องการแล้ว  เหล่านี้หมายความว่าจะต้องวิเคราะห์และเปรียบเทียบข้อมูลที่ได้บันทึกไว้ในขั้นที่ ๓  ข้อ ๒  นั้นจนเห็นแจ่มแจ้งว่าทำอย่างไรจึงจะแก้ปัญหาที่กำหนดในขั้นที่ ๑  ได้สำเร็จ
           ๒.  จากากรวิเคราะห์ดังกล่าวแล้วนั้น  จะทำให้เห็นว่าสิ่งใดแก้ปัญหาได้จริง  ต่อไปก็ให้สรุปการกระทำที่ได้ผลนั้นๆ ไว้เป็นข้อๆ  หรือเป็นระบบ  หรือเป็นแนวทางปฏิบัติแล้วให้ลงมือกระทำหรือปฏิบัติอย่างเต็มที่ตามแนวทางนั้นโดยทั่วกัน   วิธีการสอนตามขั้นทั้ง ๔  ของอริยสัจนั้น  ถือว่าเป็นแม่บท  แต่โดยแท้จริงแล้วเป็นวิธีการแก้ปัญหานั้นเอง   จึงกล่าวได้ว่าเป็นวิธีการสอนที่สำคัญยิ่งและเป็นเครื่องมือที่มีศักยภาพสูงในวิชาชีพครูด้วย  สมควรที่ครูไทยทั้งหลายจงได้ตระหนักและภาคภูมิใจว่า  เรามีวิธีสอนแม่บทของเราเอง  และเป็นวิธีการสอนที่ได้ยึแนวคิดและวิธีการสอนของพระพุทธองค์เป็นหลัก
 สุมน   อมรวิวัฒน์   ได้นำเสนอแนวคิดจากหนังสือพุทธธรรมของพระราชวรมุนี  ซึ่งได้เขียนเกี่ยวกับการสร้างศรัทธาและโยนิโสมนสิการมาสร้างเป็นหลักการและขั้นตอนการสอนตามแนวพุทธวิธีขึ้น  เรียกหลักการและขั้นตอนการสอนนี้ว่า  การสร้างศรัทธาและโยนิโสมนสิการ  มีวิธีการดังต่อไปนี้ ๗

             ๑) หลักการ    ครูเป็นบุคคลสำคัญที่สามารถจัดสภาพแวดล้อม  แรงจูงใจ  และวิธีการสอนให้ศิษย์เกิดศรัทธาที่จะเรียนรู้  และได้ฝึกฝนวิธีการคิดโดยแยบคาย  นำไปสู่การปฏิบัติจนประจักษ์จริง  การสอนโดยการสร้างศรัทธาและโยนิโสมนสิการนี้ใช้สอนได้ทุกระดับการศึกษา  มุ่งให้ครูเป็นกัลยาณมิตรของศิษย์  ครูและศิษย์มีความสัมพันธ์อันดีต่อกัน  และศิษย์ได้มีโอกาสคิดแสดงออกปฏิบัติอย่างถูกวิธีจนสามารถใช้ปัญญาแก้ปัญหาได้อย่างเหมาะสม

          (๒)  ขั้นตอนการสอน
             ๒.๑  ขั้นนำ  การสร้างเจตคติที่ดีต่อครู  วิธีการเรียนและบทเรียน
             ๑.  เหมาะกับระดับชั้นเรียน
             ๒. เหมาะกับวัยและภูมิของผู้เรียน
             ๓.  เหมาะกับวิธีการเรียนการสอน
             ๔.  เหมาะกับบทเรียนที่สอนและเนื้อหาวิชา
            ๒.๒  บุคลิกภาพของครูและการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างครูกับศิษย์   ในการสอนแบบสร้างศรัทธานี้  ครูควรคงบุคลิกภาพของการเป็นครูไว้  ซึ่งพอจะสรุปเป็นข้อ ๆ  ดังต่อไปนี้
            ๑.  บุคลิกภาพทางกาย  มีความสะอาด  แจ่มใส  สงบและสำรวม
            ๒.  เป็นผู้มีสุขภาพจิตดี  กล่าวคือ  มีจิตใจเป็นอิสระ  ไม่ตกเป็นทาสของปัญหาและอามิส  เพราะผู้ที่มีจิตใจเป็นอิสระ  ปลอดโปร่งจากปัญหาเท่านั้นที่จะชี้แนะช่วยเหลือผู้อื่นได้
            ๓.  มีความมั่นใจในตนเอง  เนื่องจากเป็นผู้ที่รู้จริงและปฏิบัติจริงในสิ่งที่สอนผู้อื่น  ครูที่ดีจึงไม่มีปมด้อยหรือปมเด่น  เป็นผู้ที่มีความเรียบง่ายฉันคนธรรมดา
           ๒.๓  การเสนอสิ่งเร้าและแรงจูงใจ   พระพุทธเจ้าได้ทรงใช้วิธีการตรวจสอบความคิดและความสามารถของผู้เรียนก่อนที่จะทรงสอนเพื่อให้เหมาะกับบุคคล  ทรงใช้เทคนิควิธีอุปกรณ์จากธรรมชาติและเหตุการณ์ต่างๆ  มาเร้าให้เกิดความมานะพากเพียร  ฝึกหัดอบรมตน  การสอนโดยสร้างศรัทธาได้จัดขั้นตอนในการเสนอสิ่งเร้าและสร้างแรงจูงใจดังนี้
           ๑.  ใช้สื่อการเรียนการสอนหรืออุปกรณ์  และวิธีการต่างๆ  เพื่อเร้าความสนใจ
           ๒. จัดกิจกรรมขั้นนำที่สนุกน่าสนใจ
           ๓. ให้นักเรียนได้ตรวจสอบความรู้ความสามารถของตนและได้ทราบผลทันท่วงทีเป็นการเสริมแรงกระตุ้นที่น่าสนใจ

 

           (๓)  ขั้นสอน
            ๑. ครูเสนอปัญหาที่เป็นสาระสำคัญของบทเรียน หรือเสนอหัวข้อเรื่องประเด็นสำคัญของบทเรียนด้วยวิธีการต่างๆ
            ๒.  ครูแนะนำแหล่งวิทยาการและแหล่งข้อมูล
            ๓.  ให้นักเรียนฝึกรวบรวมข้อมูล  ข้อเท็จจริง  ความรู้  และหลักการ
            ๔.  จัดกิจกรรมที่เร้าให้เกิดความคิดวิธีต่างๆ  ต้องเป็นกิจกรรมที่นักศึกษาได้มีส่วนร่วม  ได้ลงมือค้นคว้าได้พบสิ่งเร้า  สนใจที่จะคิดต่อไป  จนสามารสรุปความคิดได้
           ๕.  ฝึกการสรุปประเด็นของข้อมูลความรู้  และเปรียบเทียบ  ประเมินค่าโดยวิธีการแลกเปลี่ยนความคิดเห็น  ทดลอง  ทดสอบ  จัดเป็นทางเลือกและทางออกของการแก้ปัญหา
            ๖.   ดำเนินการเลือกและตัดสินใจ
            ๗.   กิจกรรมฝึกปฏิบัติ  เพื่อพิสูจน์ผลการเลือกและตัดสินใจนั้นให้ประจักษ์จริง
            (๔)   ขั้นสรุป
            ๑.  ครูและนักเรียนสังเกตวิธีการปฏิบัติ  ตรวจสอบ  และปรับปรุงแก้ไขให้ปฏิบัติถูกต้อง
             ๒.  อภิปรายและสอบถามข้อสงสัย
             ๓.  สรุปผลการปฏิบัติ
             ๔.  สรุปบทเรียน
             ๕.  วัดและประเมินผล
 วิธีการสอนของพระพุทธเจ้า  ไม่ว่าจะเป็นการแก้ปัญหาตามขั้นตอนของอริยสัจ    การใช้หลักการคิดอย่างแยบคายที่เรียกว่า โยนิโสมนสิการ  และการใช้ลีลาการสอนของพระพุทธเจ้านั้น  มีคุณลักษณะ ๔ ประการ  ดังนี้
             ๑.  สันทัสนา  อธิบายให้เห็นชัดเจนแจ่มแจ้งเหมือนจูงมือไปดูให้เห็นกับตา
             ๒.  สมทปนา  ชักจูงให้เห็นจริงด้วยชวนให้คล้อยตามจนต้องยอมรับและนำไปปฏิบัติ
             ๓.  สมุตเตชนา  เร้าใจให้แกล้วกล้า  บังเกิดกำลังใจ  ปลุกให้มีอุตสาหะแข็งขัน  มั่นใจ  จะทำให้สำเร็จได้  ไม่หวั่นระย่อต่อความเหนื่อยยาก
            ๔.  สัมปหังสนา  ชโลมใจให้แช่มชื่น  ร่าเริง  เบิกบาน  ฟังไม่เบื่อและเปี่ยมด้วยความหวัง  เพราะมองเห็นคุณประโยชน์ที่ตนจะพึงได้รับจากการปฏิบัติ
            ดวงเดือน   จันทร์เจริญ  ได้กล่าวโดยสรุปถึงวิธีการสอนตามแนวพุทธศาสตร์ว่า  “เมื่อกล่าวโดยรวมแล้ว  เป็นวิธีการสอนตามหลักของพระพุทธองค์  ที่ได้ทรงสอนโดยพยายามถ่ายทอด  จากสิ่งที่เป็นนามธรรมให้เป็นรูปธรรม  และผลจากการสอนการอบรมก็คือ  ได้ความรู้จริง  รู้แจ้ง  จนสามารถช่วยให้บุคคลดำรงชีวิตได้อย่างสงบสุขและมีอิสระภาพ ทำให้สามารถพัฒนาตนเองไปในวิถีทางที่ถูกต้อง  และสามารถกำหนดบทบาทของตนเองได้อย่างเหมาะสมด้วย”

                                       บรรณานุกรม
๑.ฝ่ายวิชาการ  กองศาสนศึกษาคู่มือเทคนิคการสอนพระปริยัติธรรมแผนกธรรม     ,  (โรงพิมพ์การศาสนา : กรุงเทพมหานคร,๒๕๓๕), ๒๙.
๒ ฝ่ายวิชาการ  กองศาสนศึกษาคู่มือเทคนิคการสอนพระปริยัติธรรมแผนกธรรม,  (โรงพิมพ์การศาสนา : กรุงเทพมหานคร,๒๕๓๕), ๒๙.
๓ พระราชวรมุนีปรัชญาการศึกษาไทยพิมพ์ครั้งที่ ๓,  (โรงพิมพ์กรมการศาสนา : กรุงเทพมหานคร, ๒๕๒๘),๒๔๒-๒๔๓.
 ๔ สาโรช  บัวศรี, ปรัชญาการศึกษาตามแนวพุทธศาสตร์ศึกษาศาสตร์ตามแนวพุทธศาสตร์ (วารสารรวมเล่ม). (กรุงเทพมหานคร : สำนักพิมพ์ กราฟิค อาร์ต, ๒๕๒๖), ๕-๗.
๕ พระราชวรมุนีปรัชญาการศึกษาไทยพิมพ์ครั้งที่ ๓,  (โรงพิมพ์กรมการศาสนา : กรุงเทพมหานคร, ๒๕๒๘),๒๔๒-๒๔๓.
๖ ดวงเดือน  จันทร์เจริญศึกษาศาสตร์ตามแนวพุทธศาสตร์,  (กรุงเทพมหานคร :สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยรามคำแหง :, ๒๕๔๑),๔๕.
๗ อ้างใน  ดวงเดือน  จันทร์เจริญศึกษาศาสตร์ตามแนวพุทธศาสตร์,  (กรุงเทพมหานคร :สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยรามคำแหง :, ๒๕๔๑),๔๙–๕๕.
๘ ดวงเดือน  จันทร์เจริญศึกษาศาสตร์ตามแนวพุทธศาสตร์,  (กรุงเทพมหานคร :สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยรามคำแหง :, ๒๕๔๑),๕๒.

 

 

PICT0014                   ประวัติผู้เขียนรวบรวม

 

ชื่อสกุล                นายธีรวัส บำเพ็ญบุญบารมี

วันเดือนปีเกิด        วันพฤหัสที่    กันยายน  .. ๒๕๐๒

ที่อยู่ปัจจุบัน         ๔๓/๑๒ ถนนพุทธมณฑลสาย ๓ เขตบางแค   กรุงเทพฯ

วุฒิการศึกษา                                                     

.ศ. ๒๕๑๔– ๒๕๑๙  มัธยมศึกษาสายสามัญโรงเรียนวัดราชาธิวาส แผนกวิทย์

.ศ. ๒๕๒๐– ๒๕๒๔  นิติศาสตร์บัณฑิต  สมาชิกวิสามัญแห่งเนติบัณฑิตยสภา

พ.ศ. ๒๕๔๘- ๒๕๕๐  พุทธศาสนมหาบัณฑิตมหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย

                            เกียรตินิยมอันดับ ๑

 

ประสบการณ์การทำงาน

.ศ. ๒๕๒๑– ๒๕๒๖  รับราชการที่มหาวิทยาลัยมหิดล คณะสาธารณสุขศาสตร์

.ศ. ๒๕๓๓– ๒๕๓๖ เป็นผู้ช่วยสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดอุทัยธานี

        เป็นผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการบริษัทพี.ไทย.  จก.

.ศ. ๒๕๓๗– ๒๕๓๙ เป็นกรรมการผู้จัดการบริษัทเอส.เอส.โกลเด้นท์แลนด์ จก.

.ศ. ๒๕๓๕– ๒๕๓๙ เป็นเลขาธิการสมาพันธ์ชมรมวิทยุสมัครเล่นกรุงเทพฯ

                    ประธานชมรมนักกฎหมายวิทยุสมัครเล่น

 

กิจการทางพระพุทธศาสนา

.ศ. ๒๕๔๒– ๒๕๔๖ เป็นกรรมการบริหารพุทธธรรมรัฐสภา สภาผู้แทนราษฎร

                                  สังกัดคณะกรรมาธิการศาสนาวัฒนธรรมสภาผู้แทนราษฎร

.ศ. ๒๕๔๒– ๒๕๔๖  เป็นกรรมการชมรมพิทักษ์พระพุทธศาสนา

                                  ประธานชมรมวิทยากรพิทักษ์พระพุทธศาสนา รุ่น ๔                                

.ศ. ๒๕๔๓– ๒๕๔๗  เป็นนักจัดรายการวิทยุใน รายการไขปัญหาชาวพุทธ

                      รายการรู้ธรรมนำปฎิบัติ, รายการบำเพ็ญบุญบารมี

                      สถานีวิทยุเพื่อพระพุทธศาสนาธรรมะพล ๑ A.M. ๑๔๒๒

.ศ. ๒๕๔๕–ปัจจุบัน   เป็นเวบมาสเตอร์ จัดทำโฮมเพจให้องค์กรพุทธฯหลายแห่ง

.ศ. ๒๕๓๖–ปัจจุบัน   เป็นกรรมการบริหารมูลนิธิเบญจนิกาย

.ศ. ๒๕๕๐–ปัจจุบัน   เป็นกรรมการบริหารมูลนิธิพุทธางกูร

.ศ. ๒๕๕๐–ปัจจุบัน   เป็นกรรมการบริหารสมาคมนักเรียนเก่า

                                  ร.ร.วัดราชาธิวาส

ตำแหน่ง/สถานที่ทำงาน

.ศ. ๒๕๓๙ – ปัจจุบัน ทำงานบริษัทในเครือ บริษัท สหวิริยา กรุ๊ป

                                    ตำแหน่งผู้จัดการสำนักกฎหมาย ฝ่ายบริหารบริษัท