โครงการธรรมศึกษาวิจัย

พระพุทธโฆสาจารย์: ศึกษาจากหลักฐานคัมภีร์พระไตรปิฎก

อรรถกถา ฎีกาตลอดจนคัมภีร์ทางพระพุทธศาสนา

 

 

 

ธีรวัส  บำเพ็ญบุญบารมี

ผู้อำนวยการหลักสูตร

มหาบัณฑิตสาขาวิชาพุทธศาสน์ศึกษา

มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย

 

ธรรมศึกษาวิจัยนี้เป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาค้นคว้าเพื่อเป็นหลักฐานทางวิชาการทางพระพุทธศาสนา ตามหลักสูตรวิจัยคัมภีร์พระพุทธศาสนา มูลนิธิเบญจนิกาย   พุทธศักราช  ๒๕๕๐ พิมพ์ครั้งที่ ๑    ๕๐๐ เล่ม เพื่อเป็นธรรมทานไม่สงวนลิขสิทธิ์

 

 

 

 

 

 

watyaichaimongkhon_18

 

พระพุทธโฆสาจารย์

 

ผู้ธำรงธรรมวินัย

 

                          ธีรเมธี

 

                           มหาบัณฑิตแห่งมหามกุฏราชวิทยาลัย

 

 

 

 

                                                                               คำนำ

ในหนังสือเล่มนี้รวบรวมและสกัดขึ้น  ผลงานพระพุทธโฆสาจารย์เพื่อให้เข้าถึง คำสอนที่เป็นพุทธพจน์หรือเถระ เถรีผลงานพระพุทธโฆสาจารย์ที่มีความสำคัญยิ่ง   โดยอ้างอิงจากพระไตรปิฏกและตำราอรรถกถา 

เจตนาหนังเสือเล่มนี้ เพื่อเข้าผลงานพระพุทธโฆสาจารย์คัมภีร์ทางพระพุทธศาสนาถือว่าเป็นคัมภีร์สำคัญและเป็นที่ศึกษาของวงการพระพุทธศาสนาโดยเฉพาะมหาเปรียญ  เพื่อให้ศาสนาพุทธได้ธำรงยิ่งยืนนาน จึงศึกษาค้นคว้าหาแห่งที่มาสรุปเป็นบทโดยย่อง่ายต่อความเข้าใจ และจดจำ ผลของงานเขียนครั้งนี้บางจุดได้นำมาจากข้อมูลเดิมที่ยังไม่ทราบว่าผู้ใดเขียนไว้ก็ขอให้เกิดผลบุญแก่ท่านผู้นั้นด้วย รวมถึงบุพการีครูอาจารย์ตลอดผู้มีคุณทุกท่านขออำนาจแห่งเจตนานี้เป็นปัจจัยให้ทุกท่านถึงที่สุดแห่งทุกข์และสิ้นสุดแห่งกองกิเลส เข้าสู่พระนิพพานโดยทั่วหน้ากัน

                                                

ธีรเมธี

ธีรวัส  บำเพ็ญบุญบารมี

มหาบัณฑิตพุทธศาสน์ แห่งมหามกุฏราชวิทยาลัย

เกียรตินิยมอันดับ 

 

 

 

 

 

 

                                                      บทที่ ๑

ความสำคัญคัมภีร์ทางพระพุทธศาสนา

*********

            เมื่อจะกล่าวถึงคัมภีร์พระไตรปิฎก  ชาวพุทธทั่วไปย่อมทราบดีว่าหมายถึง  คัมภีร์ที่รวบรวมหลักคำสอนของพระพุทธเจ้าไว้อย่างสมบูรณ์ที่สุด  ถือว่าเป็นวรรณกรรมที่เก่าแก่ที่สุดในประวัติศาสตร์พุทธศาสนา  นับเป็นหลักฐานชั้นหนึ่งสำหรับการอ้างอิงในการเทศนา  ปาฐกถาหรือบรรยายธรรม  และเป็นแหล่งข้อมูลพื้นฐานเกี่ยวกับการศึกษาหาความรู้ในทางพระพุทธศาสนา

            ที่จริง แหล่งข้อมูลทางพระพุทธศาสนา มีหลายประเภท  จึงมีการจัดลำดับชั้นวรรณกรรมภาษาบาลี  ซึ่งตามมติของนักปราชญ์ไทยได้จัดแบ่งไว้    ระดับ คือ

. พระไตรปิฎก  เป็นหลักฐานชั้นหนึ่ง  เรียกว่า  “บาลี”

            . คำอธิบายพระไตรปิฎก  เป็นหลักฐานชั้นสอง  เรียกว่า  “อรรถกถา”

            . คำอธิบายอรรถกถา  เป็นหลักฐานชั้นสาม  เรียกว่า  “ฎีกา”

            . คำอธิบายฎีกา  เป็นหลักฐานชั้นสี่  เรียกว่า  “อนุฎีกา”

. หลักฐานชั้นห้า เรียกว่า “สัททาวิเสส”  ซึ่งว่าด้วยไวยากรณ์ภาษาบาลีฉบับต่างๆและอธิบายศัพท์ทั่วไป

 

อรรถกถา-พระอรรถกถาจารย์

            หากไม่นับพระไตรปิฎก หรือ “บาลี”  ซึ่งเป็นหลักฐานชั้นหนึ่งแล้ว  คัมภีร์อันดับสองที่รู้จักกันคือทั่วไปในนามอรรถกถานับว่าน่าสนใจอยู่ไม่น้อยเพราะเป็นคัมภีร์ที่อธิบายขยายความพระพุทธพจน์หรือบาลีให้เข้าใจหมายความว่า  ตอนใดที่เป็นพุทธพจน์ซึ่งตรัสไว้ย่อๆ ก็จะมีคำอธิบายขยายความพุทธพจน์นั้น เพื่อให้มีเนื้อหาสมบูรณ์และเพื่อให้เกิดความเข้าใจมากยิ่งขึ้น ข้อความที่อธิบายขยายความพุทธพจน์นี้แหละท่านเรียกว่า “อรรถกถา”  อาจารย์ผู้แต่งคัมภีร์อรรถกถา  เรียกว่า  “มีกำเนิดมาอย่างไรนั้น  ตามหลักฐานที่ปรากฏระบุว่าในราวพุทธศตวรรษที่ ๕ ในคัมภีร์มหาวงศ์และสัทธัมมสังคหะ ระบุข้อความเชิงประวัติว่า  อรรถกถาเดิมนั้นพระมหินทเถระ  ซึ่งเป็นพระราชโอรสของพระเจ้าอโศกมหาราช  ได้นำมายังศรีลังกา  แล้วแปลมาจากภาษาเดิม  (ภาษามคธหรือบาลี) สู่ภาษาสิงหฬ  เชื่อกันว่า อรรถกถาเหล่านี้เป็นผลงานจากการทำสังคายนาครั้งที่ ๓ ครั้นล่วงมาถึงสมัยของพระพุทธโฆสาจารย์ อรรถกถาที่มีอยู่ในประเทศอินเดียได้สูญหายไปส่วนที่เหลืออยู่ก็ไม่สมบูรณ์เมื่อเป็นเช่นนั้นพระเรวตเถระ จึงได้แนะนำให้ท่านพระพุทธโฆสาจารย์ได้เดินทางไปศรีลังกาเพื่อศึกษาอรรถกถา  และแปลกลับมาสู่ภาษาเดิม (คือมคธ) พระพุทธโฆสาจารย์จึงได้เดินทางไปศรีลังกาตามคำแนะนั้น  แล้วได้ศึกษาและแปลอรรถกถาจากภาษาสิงหฬสู่ภาษามคธ (บาลี) ด้วยเหตุดังกล่าวนี้ อรรถกถาที่เราได้ศึกษากันอยู่ใน

ปัจจุบันนี้  ส่วนใหญ่เป็นผลงานการแปลของท่านพระพุทธโฆสาจารย์ และพระเถระอื่นๆ   คัมภีร์อรรถกถา  จึงนับเป็นคัมภีร์สำคัญรองจากพระไตรปิฎกจะเห็นได้จากการที่คณะสงฆ์ไทย ใช้เป็นหลักสูตรของการศึกษาพระปริยัติธรรมแผนกบาลีตั้งแต่ชั้นประโยค ๑-  จนถึงประโยค ป..

 

 

 

 

บทที่ ๒

พระพุทธโฆสาจารย์

*********

            ในจำนวนพระอรรถกถาจารย์ผู้แต่งคัมภีร์อรรถกถา        หากเอ่ยนามของพระพุทธโฆสาจารย์แล้ว นักบาลีทั้งหลายย่อมรู้จักเป็นอย่างดี เพราะคณะสงฆ์ได้กำหนดใช้คัมภีร์อรรถกถาซึ่งเป็นผลงานของท่าน  ตั้งแต่อรรถกถาธรรมบทเป็นต้น  จนถึงคัมภีร์วิสุทธิมรรคให้เป็นหลักสูตรเรียนบาลี   พระพุทธโฆสาจารย์เป็นนักปราชญ์ชาวอินเดีย  ผู้แต่งคัมภีร์อรรถกถาอธิบายข้อความในพระไตรปิฎกที่มีชื่อเสียงมากของฝ่ายเถรวาท ประวัติความเป็นมาของท่านนับเป็นเรื่องที่น่าสนใจอย่างยิ่ง ในที่นี่จึงขอนำประวัติของท่านซึ่งปรากฏอยู่ในหนังสือต่างๆ และที่ได้มีผู้เรียบเรียงไว้ โดยจะนำในส่วนของประวัติที่ปรากฏอยู่ในคัมภีร์ ๒ เล่ม คือ คัมภีร์มหาวังสะ(พงศาวดารลังกา) ซึ่งรจนาโดย พระธัมมกิตติเถระ และในคัมภีร์พุทธโฆสุปปัตติ ซึ่งรจนาโดย พระมหามงคลเถระ ก่อน จากนั้นจะได้นำส่วนที่มีผู้เรียบเรียงไว้มาเสนอ เพื่อเป็นการเสริมความรู้และจะได้ศึกษาเทียบเคียงกันได้ต่อไป  ในคัมภีร์มหาวังสะ     พระธัมมกิตติเถระได้กล่าวไว้ว่า มีพราหมณ์คนหนึ่งเกิดใกล้กับสถานที่ตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า  มีความรู้แตกฉานในไตรเพท  ด้วยความหยิ่งผยองในความรู้ของตนพราหมณ์คนนั้น จึงได้เที่ยวไปโต้ตอบปัญหากับนักปราชญ์ทั่วชมพูทวีปจนไม่มีใครเทียบเขาได้  วันหนึ่ง เขาไปพักยังวัดแห่งหนึ่ง  ตกกลางคืนก็สาธยายมนต์ชื่อ ปตัญชลี พระเรวตะเถระผู้เป็นสังฆเถระในวัดนั้น ได้สดับเสียงสาธยายมนต์นั้น จึงร้องถามไปว่า    “ลาที่ไหนมาร้องอยู่ที่นี่” พราหมณ์หนุ่มได้ยินก็เดือดดาลจึงร้องสวนไปว่า ชิชะ สมณะ ท่านรู้หรือไม่ว่า เสียงลานี้หมายความว่าอย่างไร? พระเถระได้อธิบายความหมายขอมนต์นั้นให้เขาฟังอย่างถูกต้องทุกประการ จึงทำให้เขาเกิดความพิศวง ในที่สุดพระเรวตะเถระได้ยกปัญหาอภิธรรมมาถามบ้าง      พราหมณ์หนุ่มตอบไม่ได้ อยากจะได้มนต์นั้น  จึงขอบวชศึกษาพระไตรปิฎกอยู่กับพระเรวตเถระ  จนมีความรู้แตกฉาน   ภายหลังจึงปรากฏนามว่า      “พุทธโฆสะ” หรือ “พระพุทธโฆสาจารย์”

            ขณะที่พักอยู่กับพระอุปัชฌาย์นั้น พระพุทธโฆสะ ได้แต่งคัมภีร์ ญาโณทัย เสร็จแล้วจึงได้เริ่มแต่งอรรถกถาพระอภิธรรม ชื่อ อัตถสาลินีและอรรถกถาพระปริตร (พระสูตร)  พระอุปัชฌาย์ทราบเข้า จึงแนะนำให้แปลอรรถกถาพระไตรปิฎกที่ลังกาจากภาษาสิงหฬมาเป็นภาษามคธ แล้วนำกลับมาเพื่อประโยชน์แก่ชาวโลก ท่านออกเดินทางไปยังเกาะลังกาตามคำแนะนำของพระอุปัชฌาย์เข้าพบกับพระสังฆปาลเถระพระสังฆราชแห่งลังกา แล้วขออนุญาตแปลอรรถกถาพระไตรปิฎก พระสังฆราชจึงตั้งกระทู้คาถาให้ ๔ บาท เพื่อทดสอบสติปัญญาว่าท่านพระพุทธโฆสาจารย์จะสามารถทำงานใหญ่เช่นนี้ได้หรือไม่          

            พระพุทธโฆสะได้แต่งหนังสือขึ้นเล่มหนึ่ง พรรณนาพระคาถานั้นโดยพิสดาร ให้ชื่อว่า “วิสุทธิมรรค” ซึ่งนับเป็นคัมภีร์ที่มีเนื้อหาสมบูรณ์ที่สุด หลังจากพระสังฆปาลเถระตรวจสอบปกรณ์ที่พระพุทธโฆสะแต่งขึ้นถวายแล้ว ก็อุทานด้วยความปลาบปลื้มว่า“ภิกษุหนุ่มรูปนี้เห็นจะเป็นพระศรีอาริยเมตไตรยโพธิสัตว์แน่แท้”  แล้วได้มอบพระไตรปิฎกพร้อมทั้งอรรถกถาให้ พระพุทธโฆสะได้ศึกษาจนช่ำชองแล้วจึงได้เริ่มถ่ายทอด (แปล) สู่ภาษามคธ ท่านใช้เวลา ๑ ปี เสร็จแล้วจึงนำคัมภีร์เหล่านั้นกลับไปยังชมพูทวีป

            ส่วนในคัมภีร์ พุทธโฆสุปปัตติ พระมหามงคลเถระกล่าวไว้ว่า มีเด็กหนุ่มคนหนึ่งนามว่าโฆสะ เกิดในตระกูลเกสีพราหมณ์นายบ้านโฆสะ มีไหวพริบสติปัญญาเป็นเลิศ สามารถเรียนจบไตรเพทแต่เยาว์วัย วันหนึ่งพระเรวตะเถระผู้รู้จักคุ้นเคยบิดาของโฆสะได้ไปเยี่ยมและได้นั่งบนอาสนะของโฆสะทำให้เขาไม่พอใจเป็นอย่างมาก จึงได้ไล่เรียงความรู้กับพระเถระในเรื่องของมนต์ในไตรเพท ด้วยหมายใจจะให้พระเถระได้รับความอับอายและแสดงว่าผู้ที่ไม่รู้ไตรเพท ไม่ควรจะนั่งบนที่นั่งของเขา แต่การณ์หาได้เป็นดังนั้นไม่ พระเถระตอบปัญหาได้ทุกแง่ทุกมุม ในที่สุดได้ย้อนถามปัญหาในพระอภิธรรมบ้าง เด็กหนุ่มจนปัญญาไม่สามารถตอบได้ ด้วยความอยากได้มนต์จากพระเถระ จึงขออนุญาตจากบิดามารดาบวชอยู่กับพระเถระ ปรากฏนามว่าพระพุทธโฆสะ ต่อมาไม่นานพระพุทธโฆสะก็เกิดอคติมานะขึ้นในใจว่าเรากับพระอุปัชฌาย์ใครจะรู้มากกว่ากัน พระเรวตเถระทราบความหยิ่งผยองของศิษย์จึงเรียกไปตักเตือน ภิกษุหนุ่มสำนึกผิดกราบขอขมา พระเถระกล่าวว่า ตราบใดที่ยังไม่แปลอรรถกถาสิงหฬมาเป็นภาษามคธ เธอจะยังไม่พ้นโทษ ภิกษุหนุ่มจึงตกลงเดินทางมาลังกาด้วยเหตุนี้  ก่อนไปได้ขออนุญาตพระอุปัชฌาย์ไปโปรดบิดามารดาให้กลับเป็นสัมมาทิฏฐิแล้วจึงเดินทางไปยังลังกาทวีป

            ในขณะที่เรือของพระพุทธโฆสะแล่นไปยังเกาะลังกานั้น       ท่านได้สวนทางกับพระพุทธทัตตเถระ ภิกษุชาวชมพูทวีป ซึ่งเพิ่งกลับจากไปแปลอรรถกถาที่ลังกาเช่นเดียวกัน พระพุทธทัตตเถระเล่าว่าท่านได้แต่งคัมภีร์ ชินาลังการ, ทันตะวังสะและโพธิวังสะ เสร็จแล้วพร้อมทั้งได้สวดคาถาบางตอนจากชินาลังการให้พระพุทธโฆสะฟัง เมื่อพระพุทธโฆสะเรียนว่าหนังสือของท่านยากเกินไปกว่าที่คนทั่วไปจะเข้าใจได้ ท่านจึงกล่าวว่า “คุณ ผมไปลังกาคราวนี้ตั้งใจจะแปลคัมภีร์พระพุทธศาสนาให้จบ แต่ก็ทำได้แค่นี้ เนื่องจากอายุสังขารไม่อำนวย ขอคุณจงทำให้สำเร็จเถิด” แล้วได้มอบเหล็กจารหินและสมอดีงูสำหรับฝนทาแก้ขัดยอกและแก้โรคต่างๆให้พระพุทธโฆสะแล้วแยกทางกันไป

            เมื่อพระพุทธโฆสะถึงท่าวิชาฐาน ท่านได้พบหญิงคนใช้สองนางกำลังทะเลาะวิวาทโต้คารมกันอย่างถึงพริกถึงขิง นึกสนุกจึงจดบันทึกคำด่าของหญิงคนใช้ทั้งสองไว้หมดทุกคำ นึกในใจว่าถ้าเรื่องไปถึงศาล ท่านคงถูกอ้างเป็นพยานแน่และเรื่องก็เป็นดังคาด เมื่อท่านถูกตามตัวไปเป็นพยานท่านก็ได้มอบคำด่าให้เจ้าพนักงานไป ปรากฏว่าเป็นประโยชน์ต่อการตัดสินคดีอย่างมากมาย

            ต่อมาพระราชารับสั่งหาตัวให้มาเข้าเฝ้า การณ์ทั้งหมดนี้แสดงว่าพระพุทธโฆสะมีความเฉลียวฉลาด เชี่ยวชาญและเป็นเลิศในนิรุกติศาสตร์เป็นอย่างยิ่ง หลังจากนั้นพระพุทธโฆสะไปเข้าไปยังวิหารเพื่อนมัสการพระสังฆปาลเถระพระสังฆราชแห่งลังกา บังเอิญเดินผ่านไปได้ยินเสียงพระสังฆราชกำลังสอนพระอภิธรรมอยู่และเกิดขัดข้องไม่สามารถจะให้ความกระจ่างในข้อความบางตอนได้ ภิกษุหนุ่มจึงได้แอบไปเขียนคำอธิบายไว้  วันรุ่งขึ้นพระสังฆราชไปพบเข้าจึงซักไซร้ไล่เลียง รู้ว่าเป็นคำอธิบายของภิกษุหนุ่มและรู้ว่าเธอมาเพื่อแปลพระพุทธพจน์จากภาษาสิงหฬสู่มคธ จึงได้มอบคาถาที่ขึ้นต้นว่า  “สีเล ปติฏฺฐาย นโร สปญฺโญ” ให้แต่งอธิบาย เพื่อทดสอบความสามารถ  ภิกษุหนุ่มได้แต่งคัมภีร์วิสุทธิมรรค เสร็จแล้วนำไปถวาย ปรากฏว่าผลงานชิ้นแรกที่แต่งในลังกานี้      ได้สร้างความเชื่อถือแก่พระมหาเถระจนกระทั่งพระมหาเถระทั้งหลายได้มอบหมายให้แปลพระไตรปิฎกตาม ปรารถนา  พระพุทธโฆสะเขียนคัมภีร์อรรถกถาอยู่สามเดือน ออกพรรษาแล้วนำตำราทั้งหมดไปถวายพระสังฆราช ก่อนออกจากลังกามีเสียงพูดว่าพระพุทธโฆสะก็รู้แต่บาลี หารู้สันสกฤตไม่ ท่านกำจัดวิมติกังขาในเรื่องนี้ด้วยการแสดงธรรมเป็นภาษาสันสกฤตฝากลวดลายเป็นครั้งสุดท้าย เมื่อนำคัมภีร์อรรถกถากลับมาตุภูมิคือประเทศอินเดียแล้ว ท่านได้ไปกราบขอขมาพระอุปัชฌาย์ แต่ตอนท้ายในคัมภีร์ทั้งหลายไม่ปรากฏว่าพระพุทธโฆสาจารย์มรณภาพที่ไหน อย่างไร นับเป็นเรื่องที่น่าเสียดายอยู่บ้าง

 

 

บทที่ ๓

ข้อวิจารณ์ของอาจารย์รุ่นหลัง

 

๓.๑ ข้อวิจารณ์ของอาจารย์ เสฐียรพงษ์  วรรณปก

            ต่อไปนี้จะขอนำประวัติของพระพุทธโฆสาจารย์ซึ่งได้มีผู้เรียบเรียงวิจารณ์ไว้ เพื่อจะได้เทียบเคียงกับ ๒ คัมภีร์ที่ได้กล่าวมาแล้ว ดังนี้

            พระพุทธโฆสาจารย์ เป็นพระอรรถกถาจารย์ผู้แต่งคัมภีร์อรรถกถาอธิบายพระไตรปิฎก ที่มีชื่อเสียงมากมายของฝ่ายเถรวาท อรรถกถาเกือบทั้งหมดเป็นผลงานของท่าน ประวัติความเป็นมาของท่านมีบันทึกไว้ในหนังสือ ๒ เล่ม คือ มหาวังสะ (พงศาวดารลังกา) และพุทธโฆสุปัตติ

            หนังสือทั้ง ๒ เล่มนี้ ส่วนใหญ่มีเนื้อหาตรงกันต่างกันแต่รายละเอียดปลีกย่อยบางอย่างเท่านั้นสรุปความได้ว่า ท่านพุทธโฆสาจารย์    เกิดในตระกูลพราหมณ์บุตรบ้านนายโฆสคาม ใกล้ตำบลพุทธคยา ภาคเหนือของประเทศอินเดีย นามเดิมท่านว่า “โฆสะ”  เป็นผู้มีปัญญาเฉียบแหลมมาตั้งแต่เด็กเรียนจบไตรเพทตั้งแต่ยังหนุ่ม สาเหตุที่ออกบวชในพระพุทธศาสนาทั้งๆ ที่นับถือศาสนาพราหมณ์ ตามคัมภีร์มหาวังสะ กล่าวว่า วันหนึ่งท่านสาธยายมนต์ปตัญชลีอยู่ ถูกพระเถระในพระพุทธศาสนาชื่อพระเรวตเถระ ร้องทักว่า “ลาที่ไหนมาร้องอยู่ที่นี่” รู้สึกโกรธจึงร้องสวนไปว่า “สมณะท่านรู้หรือเปล่าว่ามนต์ที่เราสาธยายไปนี้คือมนต์ปตัญชลี”

พระเถระตอบว่า “รู้” หลังจากนั้นเขาได้ถามปัญหาที่ยากๆในมนต์ชื่อปตัญชลีนั้น      พระเถระก็ตอบได้หมดสิ้น        พอพระเถระถามปัญหาในพระอภิธรรมปิฎกก็ตอบไม่ได้  อยากจะเรียนรู้บ้าง   จึงขอบวชอยู่กับพระเถระจนมีความรู้แตกฉานปรากฏนามว่า “พุทธโฆสะ” แปลกันว่า “ผู้มีเสียงกังวาลดุจพระสุรเสียงของพระพุทธเจ้า” แต่ความหมายน่าจะเป็นว่า “ผู้ประกาศธรรมของพระพุทธเจ้า” มากกว่า ส่วน “พุทธโฆสุปปัตติ” ให้รายละเอียดตอนนี้ต่างไปอีกหน่อยหนึ่งว่า พระเรวตเถระคุ้นเคยกับบิดาของโฆสะอยู่ก่อนแม้ว่าจะนับถือคนละศาสนาก็ตาม วันหนึ่งขณะที่พระเถระไปเยี่ยมเกสพราหมณ์ คนในบ้านเอาอาสนะของโฆสะ ไปปูให้พระเถระนั่ง โฆสะกลับมาเห็นเข้าจึงโกรธเกิดการไล่เลียงความรู้ในไตรเพทกันขึ้น พระเถระก็ตอบได้เกือบหมดสิ้น  พอพระเถระถามบ้างพราหมณ์หนุ่มกลับตอบไม่ได้  จึงบวชเป็นศิษย์ของท่านหวังจักเรียนให้สูงขึ้น พระเถระจึงให้ท่านเรียนพระไตรปิฎก เมื่อรู้มากเข้าท่านก็นึกดูถูกภูมิปัญญาอุปัชฌาย์ในใจ พระเถระทราบความคิดเธอ จึงปรามพระพุทธโฆสะท่านรู้สึกสำนึกผิดจึงกราบขอขมา พระเถระจึงเดินทางกลับไปลังกาทวีปเพื่อแปลอรรถกถาพระไตรปิฎก จากอักษรสิงหฬสู่ภาษามคธหรือภาษาบาลี เป็นการทำโทษที่ล่วงเกินอุปัชฌาย์   ขณะที่ลงจากเรือไปยังเกาะลังกา    ท่านได้สวนทางกลับพระพุทธทัตตะ  พระอรรถกถาร่วมสมัยรูปหนึ่ง ซึ่งกำลังกลับจากไปแปลอรรถกถาสู่ภาษาบาลี แต่ทำงานไม่สำเร็จเพราะสุขภาพไม่สมบูรณ์ ท่านพุทธทัตตะได้อวยพรให้ท่านทำงานแปลต่อให้สำเร็จ   เพื่อประโยชน์แก่การศึกษาพระพุทธศาสนา  พระพุทธโฆสาจารย์ทำการแปลอรรถกถาอยู่ที่ประเทศลังกาเป็นเวลา ๑ ปี (หลักฐานบางอย่างว่า ๓ เดือน ดูจะน้อยไป) โดยที่ก่อนจะได้รับอนุญาตให้ทำงานแปลอรรถกถา ท่านได้แต่งหนังสือชื่อ “วิสุทธิมรรค” ถวายพระเถระชาวลังกา เป็นการทดสอบว่าจะมีภูมิรู้และความสามารถพอจะทำงานให้เช่นนั้นได้หรือไม่ ปรากฏว่าหนังสือเล่มนี้ได้รับยกย่องจากพระมหาเถระชาวลังกาว่าเป็น “เพชรน้ำเอก” จะหาใครแต่งได้ดีเท่าไม่ได้อีกแล้ว

 

วิจารณ์เรื่องปัญหาเรื่องชาติภูมิ

            ยังมีปัญหาเกี่ยวกับชาติภูมิของพระพุทธโฆสาจารย์อีกนิดหน่อย คือมีผู้ตั้งข้อสังเกตว่าพระพุทธโฆสาจารย์ ไม่น่าจะเป็นชาวอินเดียเหนือ ท่านน่าจะเกิดที่ภาคใต้ของอินเดียมากกว่า ผู้ที่ตั้งข้อสังเกตนี้ก็คือ นายสุกุมาร ดัทท์ ผู้แต่งหนังสือ “วัดและพระพุทธศาสนาในอินเดีย” เขาให้ข้อสังเกตไว้ว่า พระพุทธโฆสาจารย์รู้ภูมิศาสตร์ในอินเดียใต้ดีและถูกต้องเป็นพิเศษ ในขณะที่เวลาเอ่ยถึงภูมิศาสตร์ภูมิภาคทางอินเดียเหนือท่านมักจะกล่าวผิดเสมอ ไม่น่าเป็นไปได้ ที่คนเราจะบรรยายสภาพภูมิประเทศ และภูมิอากาศของเมืองมาตุภูมิตัวเองผิดไป และเวลายกตัวอย่างประกอบการเรียนการอธิบายในหนังสือ ท่านมักยกเหตุการณ์และสถานที่ในภาคใต้เสียมากกว่าแห่งอื่นๆ แสดงถึงความเป็นผู้ชำนิชำนาญในภูมิภาคแถบนี้เป็นพิเศษ

            เมื่อปี พ.. ๒๔๙๕ มีนักธรณีวิทยาสองคน ได้ค้นพบหมู่บ้านเก่าแก่สองแห่งที่แคว้นอันธระตอนใต้ของอินเดียมีชื่อเป็นภาษา “เตลคุ”  ว่า “โกตเนมลิบุรี” และ “กุนทลปัลลี”  เนมลิ ตรงกับคำบาลีว่า  โมร (นกยูง)  กุนทล ตรงกับคำว่า  อัณฑ (ไข่)   รวมกันแล้วแปลว่า “หมู่บ้านไข่นกยูง” บังเอิญชื่อทั้งสองนี้ไปพ้องกับข้อความท้ายปกรณ์วิสุทธิมรรคที่พระพุทธโฆสาจารย์ระบุถึงตัวเอง (ซึ่งไม่มีใครให้ความกระจ่างไว้เลยว่า คำนี้แปลอย่างไหนแน่) มีข้อความดังนี้

พุทฺธโฆโสติ ครูหิ คหิตนามเธยฺเยน เถเรน โมรณฺฑเขฏกวตฺตพฺเพน กโต วิสุทฺธิมคฺโค

วิสุทธิมรรค แต่งโดยพระเถระที่มีชื่ออันครูทั้งหลายตั้งให้ว่า “พุทธโฆสะ” ผู้ที่ควรกล่าวว่า (อยู่หมู่บ้าน) “ไข่นกยูง”

จากหลักฐานและสภาพแวดล้อมอื่นๆอีก จึงน่าสันนิษฐานว่า พระพุทธโฆสาจารย์เป็นชาวอินเดียใต้มากกว่าอินเดียเหนือ ข้อสนับสนุนอีกอย่างหนึ่งคือ ชาวอินเดียใต้นั้นมักจะเอาชื่อตำบลที่เกิดกำกับไว้กับชื่อตนเช่นเดียวกับที่ปฏิบัติอยู่ในลังกา   เพราะฉะนั้นคำว่า “โมรณฺฑเขฏก”  จึงน่าจะเป็นชื่อตำบลบ้านเกิดของท่าน  มีการอ้างว่าพระพุทธโฆสาจารย์เป็นพระพม่าอีกแห่งหนึ่งด้วยผู้อ้างเป็นชาวพม่า หลักฐานกล่าวว่าพระพุทธโฆสาจารย์เป็นชาวเตลงบรรพบุรุษ อพยพมาแต่อินเดีย มาตั้งหลักแหล่งอยู่แถบลุ่มแม่น้ำอิรวดี  ท่านได้ออกเดินทางไปแปลอรรถกถาพระไตรปิฎก ในรัชสมัยพระเจ้ามหานามแห่งลังกานำพระคัมภีร์กลับประเทศพม่าเป็นจำนวนมากก็คงเป็นการอ้างลอยๆหาหลักฐานสนับสนุนไม่ได้ เพราะในหนังสือ กัลยาณีจารึก ที่พระเจ้าธรรมเจติยะแห่งพม่าสั่งให้บันทึกเหตุการณ์สำคัญทางพระพุทธศาสนาไว้เพื่อเป็นหลักฐานแก่อนุชนรุ่นหลัง เมื่อ พ.. ๒๐๑๙

เหตุการณ์ที่พระพุทธโฆสาจารย์เดินทางไปอินเดีย ถ้าหากว่ามีจริงคงจะถูกบันทึกไว้ด้วยแต่ก็น่าแปลกที่ไม่มีการพูดถึงเลย

                                                  ************

๓.๒ ข้อวิจารณ์ของท่านพุทธทาสภิกขุ

            ยังมีผู้กล่าวถึงพระพุทธโฆสาจารย์อีกท่านหนึ่ง ซึ่งท่านผู้นี้ได้รับการขนานนามว่า นาคารชุน แห่งเถรวาท จอมปราชญ์แห่งทักษิณรัฐ เมธีแห่งขุนเขา ผู้รจนาวิมุติวรรณกรรม หรือที่เรารู้จักกันในนามของ “พุทธทาสภิกขุ” นั่นเอง ขอคัดลอกคำที่ท่านกล่าวถึงพระพุทธโฆสาจารย์ มาไว้ดังนี้

            จะพูดถึงพระพุทธโฆสาจารย์กันบ้าง…  สำหรับพระพุทธโฆสาจารย์องค์นี้ พุทธบริษัทแทบทั้งหมดเชื่อว่าเป็นพระอรหันต์…  ผมไม่มีความเชื่ออย่างไหนหมด ผมดูแต่ว่าท่านทำอะไร ท่านพูดอะไรแล้วอะไรเป็นประโยชน์ก็ถือว่าถูก อะไรไม่เป็นประโยชน์ก็ถือว่าผิด โดยส่วนใหญ่จะเห็นว่าท่านเป็นผู้มีความรู้มากที่สุด แล้วก็มีประโยชน์มากที่สุด อธิบายเรื่องที่มีประโยชน์ไว้หลายสิบหลายเรื่อง แต่เรื่องปฏิจจสมุปบาทนี้ ผมไม่เห็นด้วยเลย เพราะพูดไปในรูปที่เป็นอาตมัน เป็นศาสนาพราหมณ์ไป  ผมไม่ได้เคารพหรือเชื่อพระพุทธโฆสาจารย์ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ เพราะมีส่วนที่ผมไม่เห็นด้วยอยู่หลายเปอร์เซ็นต์เหมือนกัน ผมจะเคารพได้ ๙๐ - ๙๕

เปอร์เซ็นต์ คือใน ๑๐๐ เรื่องนั้น ผมเห็นด้วย ๙๕ เรื่อง แต่ ๔ - ๕ เรื่องไม่เห็นด้วย เช่นเรื่องปฏิจจสมุปบาทเป็นต้น

            จะวิจารณ์เรื่องส่วนตัวของพระพุทธโฆสาจารย์กันบ้าง ไม่ใช่จ้วงจาบไม่ใช่นินทาไม่ใช่ใส่ร้าย แต่เอามาเป็นเหตุผล สำหรับประกอบการอธิบายปฏิจจสมุปบาทของท่าน ซึ่งมันมีแง่ให้เราตั้งข้อสังเกตเพียงตั้งข้อสังเกตว่า พระพุทธโฆสาจารย์นั้น  ท่านเป็นพราหมณ์โดยกำเนิด ท่านเป็นเลือดเนื้อเชื้อไขของพราหมณ์ ท่านจบไตรเพทอย่างพราหมณ์ทั่วไป  มีวิญญาณอย่างพราหมณ์แล้วจึงมาบวชในพุทธศาสนานี้ แล้วได้รับสมมติกันในหมู่คนบางพวกว่าเป็นพระอรหันต์องค์หนึ่ง เมื่อ พ..ร่วมพันปี นักโบราณคดีถือว่าท่านเกิดทางอินเดียใต้มิใช่ชาวมคธ บางพวกดึงท่านเป็นมอญก็มีไม่เหมือนในอรรถกถา ที่ถือว่าท่านเป็นชาวมัธยมประเทศ ท่านเป็นพราหมณ์โดยเลือดเนื้อแล้วมาเป็นพระอรหันต์ในพุทธศาสนานี้ แล้วถ้าเกิดไปอธิบายปฏิจจสมุปบาทของพุทธให้กลายเป็นพราหมณ์อย่างนี้มันยิ่งสมเหตุสมผล คือท่าน “เผลอ” ไปก็ได้ ถ้าท่านเผลอท่านไม่ใช่อรหันต์แน่ ข้อนี้จะว่าอย่างไร ก็ต้องพูดอย่างที่เรียกว่า ขอฝากไว้ให้ท่านผู้มีสติปัญญาพิจารณาดูเถิด

            ทีนี้ของที่ประหลาดๆ ในคัมภีร์วิสุทธิมรรค ของพระพุทธโฆสาจารย์นั้นยังมีอีกบางเรื่องดังที่ผมพูดเมื่อตระกี้นี้ เรื่องปฏิจจสมุปบาทคร่อม ๓ ชาตินี้ก็เรื่องหนึ่งแล้ว เราพูดกันเข้าใจแล้ว ทีนี้เรื่องที่ท่านอธิบายอะไรๆ ในพุทธศาสนากลับกลายเป็นพราหมณ์อย่างนี้ มันมีอยู่หลายเรื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเช่นเรื่องโลก หรือเรื่องโลกวิทูเมื่อท่านอธิบายโลกวิทูซึ่งเป็นพระพุทธคุณ บทนี้ท่านอธิบายโลกแบบโลกอย่างพราหมณ์ไปหมด ตามที่เขาพูดกันอยู่ก่อน ท่านไม่อธิบายโลกอย่างที่พระพุทธเจ้าอธิบาย โลกอย่างที่พระพุทธเจ้าอธิบายนั้น คือ โลกก็ดี เหตุให้เกิดโลกก็ดี ความดับสนิทแห่งโลกก็ดี ทางให้ถึงความดับสนิทแห่งโลกก็ดี ตถาคตได้บัญญัติไว้ในร่างกายที่ยาวประมาณวาหนึ่ง ที่ยังเป็นๆ ที่มีสัญญาและใจ

            ข้อนี้หมายความว่า ในร่างกายที่ยาววาหนึ่งเท่านั้น มีทั้งโลก มีทั้งเหตุให้เกิดโลก มีทั้งความดับสนิทแห่งโลกและทางให้ถึงความดับสนิทแห่งโลก คือ พรหมจรรย์ทั้งหมดอยู่ในร่างกายที่ยาววาหนึ่งและเป็นร่างกายที่ยังเป็นๆ อยู่ ตายแล้วไม่มี ในร่างกายที่มีชีวิต มีความรู้สึกปกตินี้ ในนั้นมันมีครบพระพุทธเจ้าท่านเป็น “โลกวิทู” เพราะท่านรู้โลกอันนี้ เพราะว่าโลกอันนี้คืออริยสัจจ์ทั้งสี่โลก เหตุให้เกิดโลก ความดับสนิทของโลก ทางให้ถึงความดับสนิทของโลก มันคืออริยสัจจ์สี่

            ถึงทีจะอธิบายโลกวิทูให้พระพุทธเจ้า หรือถวายพระพุทธเจ้า พระพุทธโฆสาจารย์ท่านไม่อธิบายโลกอย่างนี้   ที่ท่านอธิบายนั้นผมว่ามันไม่เป็นพุทธ  คือ ท่านอธิบายโลกอย่างที่เป็นโอกาสโลกเหมือนที่เราได้ยินได้ฟังเรื่องปรัมปราในไตรภูมิพระร่วงอะไรทำนองนั้น มันมาจากความเชื่อปรัมปราของพวกพราหมณ์ว่า  โลกกลมเท่าไร  กว้างเท่าไร  ยาวเท่าไร จักวาลโตเท่าไร แผ่นดินหนาเท่าไร น้ำหนาเท่าไร ลมหนาเท่าไร เขาพระสุเมรุสูงเท่าไร เขาบริวารสูงเท่าไร หิมวันต์ใหญ่เท่าไร ต้นหว้าใหญ่เท่าไร ไม้ประจำโลก ๗ ต้นเป็นอย่างไร ดวงอาทิตย์ขนาดเท่าไร ดวงจันทร์ขนาดเท่าไร ทวีปอีก ๓ ทวีปใหญ่เท่าไร ฯลฯ นี่มันไม่ใช่เรื่องของพุทธเลย อย่างนี้ที่ผมไม่เชื่อเลย นี่ขอให้คิดดู อธิบายโอกาสโลก อย่างนี้มันเป็นเรื่องของพราหมณ์ เรื่องของฮินดูเก่าก่อนพุทธกาลทีนี้พออธิบายขึ้นมาถึงสัตว์โลก ท่านก็ไปอธิบายเรื่องว่า คือสัตว์ทั้งหลายมีอินทรีย์ต่างกัน มีธุลีในนัยน์ตาน้อยบ้าง มากบ้าง อินทรีย์กล้าบ้าง อ่อนบ้าง รู้ง่ายบ้าง รู้ยากบ้าง เป็นภัพพะบ้าง เป็นอภัพพะบ้าง ไม่มีโลกอริยสัจจ์สี่เลยพออธิบายถึง สังขารโลก ท่านอธิบายแต่เพียงว่า พระพุทธเจ้าทรงทราบเรื่องนามรูป เรื่องเวทนา เรื่องอาหาร เรื่องอุปาทาน เรื่องอายตนะ เรื่องวิญญาณฐิติ เรื่องโลกธรรม ๘ เรื่องสัตตาวาส ๙  เรื่องอายตนะ ๑๒ เรื่องธาตุ ๑๘ อย่างนี้ มันมีแต่เรื่องอย่างนี้ ไม่มีเรื่องอริยสัจจ์สี่ซึ่งอธิบายโลกครบทั้ง ๔ ความหมาย เพราะเหตุดังกล่าวมาจึงถือว่าพระพุทธโฆสาจารย์ อธิบายคำว่า “โลกวิทู” นี้เป็นพราหมณ์โต้งๆ เสียเป็นส่วนใหญ่แล้วที่อธิบายเป็นพุทธบ้างกระเส็นกระสาย ไม่ตรงกับตัวโลกทั้ง ๔ ความหมาย คือ โลกอย่างหนึ่ง เหตุให้เกิดโลกอย่างหนึ่ง ความดับสนิทของโลกอย่างหนึ่ง ทางให้ถึงความดับสนิทของโลกอย่างหนึ่ง ซึ่งมีอยู่ในร่างกายที่ยาวประมาณวาหนึ่ง พร้อมทั้งสัญญาและใจ ซึ่งพระพุทธเจ้าท่านตรัสเอง ตรัสแล้วตรัสอีก เมื่อท่านอธิบายอย่างนี้ ผมว่า “โลกวิทู”  ตามแบบพระพุทธโฆสาจารย์อย่างนี้ ไม่เป็นพุทธสมตามที่ว่าเป็นหัวใจของเรื่อง…

 

************

 

 

บทที่ ๔

ผลงานของพระพุทธโฆสาจารย์

*********

          คำภีร์ที่พระพุทธโฆสาจารย์แต่งไว้มีดังนี้

             . สมันตัปปาสาทิกา    อรรถกถาพระวินัยปิฎก

             . กังขาวิตรณี             อรรถกถาพระปาฏิโมกข์

             . สุมังคลาวิลาสินี       อรรถกถาพระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย

             . ปปัญจสูทนี             อรรถกถาพระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย

             . สารัตถปกาสินี        อรรถกถาพระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย

 . มโนรถปูรณี            อรรถกถาพระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย

 . ปรมัตถโชติกา        อรรถกถาพระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะและสุตตนิบาต

  . ธัมมปทัฏฐกถา      อรรถกถาพระสุตตันปิฎก ขุททกนิกาย ธัมมบท

  . ชาตกัฏฐกถา          อรรถกถาพระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก

๑๐. อัตถสาลินี              อรรถกถาพระอภิธรรมปิฎก ธัมมสังคณี

๑๑. สัมโมหวิโนทนี       อรรถกถาพระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ, ปุคคล

                                    บัญญัติ,ธาตุกถา, ยมก, ปัฏฐาน

ไม่ใช่ว่ามีเพียง ๑๒ เล่มเท่านั้น   อรรถกถาชื่อเดียวบางทีมีตั้งแต่ ๗-๘ ภาค เช่น ธัมมปทัฏฐกถา พิมพ์เป็นเล่มแล้วได้ถึง ๘ เล่ม ชาตกัฏฐกถา  พิมพ์เป็นเล่มได้หลายเล่ม    เช่นกัน

งานเขียนของพระพุทธโฆสาจารย์มิใช่เป็นการสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ แปลกๆ หากแต่รวบรวมเนื้อหาสาระที่กระจัดกระจายอยู่ตามอรรถกถาสิงหลทั้งหลาย มาแก้ไขตัดตอนให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น คำว่า แปล หรือกลับ (ปริวตฺ เตตฺวา) ที่ปรากฏในคำของท่านแสดงว่าท่านแปลกลับ หรือถ่ายจากภาษาสิงหลเป็นภาษามคธ   ตัดตอนส่วนที่พิรุธผิดพลาดและไม่ต้องการเพิ่มเติมที่ขาดตกบกพร่องพร้อมทั้งสอดแทรกความคิดเห็นตนเข้ากันด้วย อย่างที่เรียกว่า “แปลและเรียบเรียง” แม้แต่ปกรณ์ “วิสุทธิมรรค” ที่ท่านว่าแต่งโดยอัตโนมัติไม่ได้อาศัยตำรับตำราอะไรเป็นหลักก็ยังมีผู้เชื่อว่า ท่านเลียนแบบ “วิมุตติมรรค” (The Path of  Freedom) ของพระอุปติสสที่พระโสมเถระ แปลเป็นภาษาอังกฤษจากฉบับภาษาจีน (ต้นฉบับบาลีเพิ่งค้นพบเมื่อเร็วๆ นี้) ทั้งนี้เนื่องจากโครงสร้าง และแนวการอธิบายเหมือนกับ “วิมุตติมรรค”  ซึ่งพระพุทธโฆสาจารย์เองก็ได้บอกแนวการเขียนของท่านไว้ใน “สมันตปาสาทิกา” ว่า “อาศัยโครงสร้างจากมหาอรรถกถาแลไม่ทิ้งอรรถที่เป็นสาระ จากอรรถกถาที่สำคัญๆ เช่น มหาปัจจรี และกุรุนที  เป็นต้น  ทั้งข้อวินิจฉัยตกลงของบุรพาจารย์ทั้งหลาย”  คำว่า   เป็นต้นในที่นี้     หมายความว่ายังมีอีกหลายคัมภีร์ที่อาศัยเป็นแนวเทียบเคียง  อาทิ   สังเขปัฏฐกถา วินยัฏฐกถา อันธกัฏฐกถา…  ตามที่ท่านอ้างถึงในหนังสือของท่านแต่ดูเหมือนมหาอรรถกถาคัมภีร์เดียวที่พระพุทธโฆสาจารย์ยอมรับว่าถูกต้องกว่าแห่งอื่นๆ มีวินิจฉัยไว้พร้อมในมหาอรรถกถา ซึ่งก็คงเล่มใหญ่สมชื่อที่ได้ปรากฏว่าวินิจฉัยผิดพลาด   ไม่ตรงกับพระบาลีเดิม

พระพุทธโฆสาจารย์ก็แก้แทนว่า “ตรงนี้ท่านเขียนเผลอไป”  ตรงข้ามกลับไม่มีที่ไหนเลยที่จะเห็นด้วยกับอันธกัฏฐกถา   บางครั้งก็ประณามเอาแรงๆ ว่า  “พูดไว้ส่งเดช”     (มิจฺฉา  วุตฺตํ  ทุรวุตฺตํ) บ้าง “ไม่ตรงกับบาลีอรรถกถา” (ปาลิอฏฺกถาสุ น สเมติ) บ้าง “เพราะฉะนั้น อย่าไปเชื่อถือ” (ตสฺมา น คเหตพฺพํ)

 

บทที่ ๕

คัมภีร์ที่สันนิษฐานว่าพระพุทธโฆสาจารย์รจนา

*********

            ต่อไปนี้จะแสดงรายชื่อคัมภีร์อรรถกถาที่พระพุทธโฆสาจารย์ ได้แต่งขึ้น ซึ่งจะได้ให้รายละเอียดไว้ด้วยว่า คัมภีร์อรรถกถานั้น ท่านได้แต่งอธิบายเรื่องอะไรไว้

              . วิสุทธิมรรค                        อธิบายพระไตรปิฎก

  . สุมังคลวิลาสินี                    อธิบายพระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย

  . ปปัญจสูทนี                        อธิบายพระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย

  . สารัตถปกาสินี                   อธิบาพระยสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย

  . มโนรถปูรณี                       อธิบายพระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย

  . สมันตัปปาสาทิกา              อธิบายพระวินัยปิฎก

  . อัฏฐสาลินี                         อธิบายพระอภิธรรมปิฎก ธัมมสังคณี

  . สัมโมหวิโนทนี                   อธิบายพระอภิธรรมปิฎก วิภังค์

  . ปัญจปกรณ์                    อธิบายพระอภิธรรมปิฎก๕ปกรณ์ที่เหลือ

๑๐. ธัมมปทัฏฐกถา                  อธิบายพระสุตตันตปิฎก ธรรมบท

๑๑. ชาดกอรรถกถา                  อธิบายพระสุตตันตปิฎก ชาดก

๑๒. ขุททกปาฐอรรถกถา           อธิบายพระสุตตันตปิฎก ขุททกปาฐะ

๑๓. สุตตนิปาตอรรถกถา          อธิบายพระสุตตันตปิฎก สุตตนิบาต

๑๔. อปทานอรรถกถา               อธิบายพระสุตตันตปิฎก อปทาน

๑๕. กังขาวิตรณีอรรถกถา         อธิบายพระปาฏิโมกข์

***********

คัมภีร์อรรถกถาที่สำคัญ

            จะขอกล่าวถึงคัมภีร์อรรถกถาที่สำคัญซึ่งพระพุทธโฆสาจารย์ได้แต่งไว้พอเป็นแนวทางแห่งการศึกษาโดยสังเขป นั่นคือ คัมภีร์อรรถกถาธรรมบท และคัมภีร์วิสุทธิมรรค ซึ่งนับเป็นคัมภีร์ที่รู้จักกันอย่างกว้างขวางในหมู่นักเรียนบาลี  โดยเหตุผลที่ได้กล่าวแล้วไว้ข้างต้น

            คัมภีร์ “ธัมมปทัฏฐกถา” ก็คือ คัมภีร์ภาษามคธอักษรไทย ที่รู้จักกันดีในปัจจุบันนี้ว่า หนังสือธัมมปทัฏฐกถา มี ๘ เล่ม แต่เรียกว่า ๘ ภาค เป็นหนังสือขนาด ๘ หน้ายก แต่ละเล่มหนาอย่างต่ำ ๑๒๖ หน้า สูงสุดหนา ๒๑๖ หน้า คณะสงฆ์กำหนดให้เป็นหลักสูตร (แบบเรียน) เรียนและสอบความรู้พระปริยัติธรรมแผนกบาลี ที่ใช้ยุติในปัจจุบันนี้หลาบชั้นด้วยกันดังนี้

            ธัมมปทัฏฐกถา ภาค ๑---๔ ใช้เป็นหลักสูตร ประโยคบาลีสนามหลวง วิชาแปลมคธเป็นไทยโดยพยัญชนะและโดยอรรถ ชั้นประโยค ๑-๒ และเปรียญตรีปีที่ ๑-๒ หมวดบาลีศึกษา นอกจากนั้น ธัมมปทัฏฐกถา ภาค ๑ ยังใช้เป็นหลักสูตรประโยคบาลีสนามหลวงวิชาแปลไทยเป็นมคธ ชั้นประโยค ป.. ๔ อีกด้วย

ธัมมปทัฏฐกถา ภาค ๒--๔ ใช้เป็นหลักสูตรประโยคบาลีสนามหลวง วิชาแปลไทยเป็นมคธ ชั้นประโยค ป..

ธัมมปทัฏฐกถา ภาค ๕---๘ ใช้เป็นหลักสูตรประโยคบาลีสนามหลวง วิชาแปลมคธเป็นไทยโดยพยัญชนะและโดยอรรถ และวิชาสัมพันธ์ไทย ชั้นประโยค ป.ธและยังใช้เป็นหลักสูตรประโยคบาลีสนามหลวง วิชาแปลไทยเป็นมคธ ชั้นประโยค ป.. ๖ อีกด้วย

 

บทที่ ๖

ย่อความอรรถกถาธรรมบท

*********

            ธรรมบท คือ ประมวลคาถา ๔๒๓ คาถา ซึ่งปรากฏใน ขุททกนิกายแห่งพระสุตตันตปิฎก คำสอนใน “ธรรมบท” มีหลายระดับตั้งแต่ระดับต้น คือ ระดับ “โลกิยะ” จนถึงระดับสูง คือ ระดับ “โลกุตตระ” หลักคำสอนทุกประการ เช่น การคบมิตร การแสวงหาปัญญา ปรัชญาชีวิต โลกทรรศน์ เป็นต้น ล้วนรวมอยู่ในคัมภีร์ “ธรรมบท” ทั้งสิ้น ผู้ต้องการปลดเปลื้องตนจากพันธนาการแห่งชีวิต ธรรมบทจะคอยนำทาง ส่วนผู้ต้องการความสงบสุขแบบโลกๆ คัมภีร์พระธรรมบทจะคอยประคับประคองนำไปสู่ความสุขนั้น

            กล่าวโดยสรุปว่า คัมภีร์ “ธรรมบท” อุปมาเหมือน “ปิยมิตร” ผู้ซื่อสัตย์คอยชี้ทางแห่งความสุขและความเจริญ และคอยป้องกันอันตรายที่จะเกิดขึ้น คำสอนในคัมภีร์พระธรรมบทมีคุณค่าและเหมาะสมกับคนทุกเพศ ทุกวัย ทุกเชื้อชาติศาสนา  ดังนั้น ธรรมบทจึงได้ชื่อว่า “วรรณคดีโลก” (World  Literature)สำนวนคำอุปมาในคัมภีร์ “ธรรมบท” ไพเราะ ชัดเจน แจ่มแจ้ง ให้ภาพพจน์ และสมเหตุสมผล เพื่อให้วิจักษ์ด้วยตนเอง  ผู้เขียนขอนำคาถาพระธรรมบท (ภาคภาษาไทย) มาแสดงพอเป็นนิทัศนอุทาหรณ์ดังนี้

            “เมื่อบุคคลมีใจผ่องใส จะกระทำก็ตาม พูดก็ตาม ความสุขย่อมติดตามผู้นั้น อุปมาเหมือนเงาที่ติดตามไป ฉะนั้น” (ธรรมบท ภาค ๑)

            “เมื่อบุคคลมีใจประทุษร้าย จะกระทำหรือพูดก็ตาม ความทุกข์ย่อมติดตามเขาผู้นั้น เฉกเช่นล้อเกวียน หมุนตามลอยเท้าโคที่ลากเกวียน ฉะนั้น” (ธรรมบท ภาค ๑)

            “ความรักย่อมเกิดเพราะอาศัยสาเหตุ ๒ ประการ คือ การอยู่ร่วมกันในชาติก่อน (บุพเพสันนิวาส) และการช่วยเหลืออนุเคราะห์กันในปัจจุบัน ประหนึ่งปทุมชาติเกิดเพราะอาศัยน้ำ และเปือกตม ฉะนั้น” (ธรรมบท ภาค ๒)

            “เมื่อฝ่ามือไม่มีแผล บุคคลย่อมนำยาพิษไปได้ ยาพิษย่อมไม่ซึมเข้าสู่ฝ่ามือ ฉันใด บาป (เปรียบเหมือนยาพิษ) ย่อมไม่มีแก่ผู้ไม่กระทำ ฉะนั้น” (ธรรมบท ภาค๕)

            “บุคคลพึงเว้นจากความชั่ว ประหนึ่งพ่อค้าที่มีทรัพย์มากแต่มีพวกน้อยหลีกเลี่ยงทางที่มีภัย ฉะนั้น” (ธรรมบท ภาค ๕)

            “พระธรรมบท” ที่เป็นคาถา (คำประพันธ์ประเภทร้อยกรอง) ล้วนๆ จึงง่ายแก่การจดจำ “ธรรมบท” แบ่งออกเป็นวรรคหรือหมวดได้ ๒๖ วรรค คือ

              . ยมกวรรค              ว่าด้วยสิ่งที่ควรคู่กัน                     ๑๔       คาถา

              . อัปปมาทวรรค       ว่าด้วยความไม่ประมาท                        คาถา

  . จิตตวรรค              ว่าด้วยจิต                                            คาถา

              . ปุปผวรรค              ว่าด้วยดอกไม้                               ๑๒     คาถา

  . พาลวรรค              ว่าด้วยคนพาล                              ๑๕     คาถา

              . บัณฑิตวรรค          ว่าด้วยบัณฑิต                            ๑๑       คาถา

              . อรหันตวรรค         ว่าด้วยพระอรหันต์                      ๑๐       คาถา

              . สหัสสวรรค            ว่าด้วยจำนวนพัน                        ๑๔       คาถา

              . ปาปวรรค              ว่าด้วยบาป                                ๑๒       คาถา

            ๑๐. ทัณฑวรรค             ว่าด้วยการลงโทษ                       ๑๑       คาถา

            ๑๑. ชราวรรค               ว่าด้วยความแก่                                     คาถา

            ๑๒. อัตตวรรค              ว่าด้วยตน                                  ๑๐       คาถา

            ๑๓. โลกวรรค               ว่าด้วยโลก                                 ๑๐       คาถา

            ๑๔. พุทธวรรค             ว่าด้วยพระพุทธเจ้า                               คาถา

            ๑๕. สุขวรรค                ว่าด้วยความสุข                                   คาถา

            ๑๖. ปิยวรรค                ว่าด้วยความรัก                                     คาถา

            ๑๗. โกธวรรค              ว่าด้วยความโกรธ                                  คาถา

            ๑๘. มลวรรค                ว่าด้วยมลทิน                              ๑๒       คาถา

            ๑๙. ธัมมัฏฐวรรค         ว่าด้วยผู้ตั้งอยู่ในธรรม                 ๑๐       คาถา

            ๒๐. มัคควรรค              ว่าด้วยทาง                                 ๑๐       คาถา

            ๒๑. ปกิณณกวรรค       ว่าด้วยปกิณกะ                                     คาถา

            ๒๒. นิรยวรรค  ว่าด้วยนรก                                                       คาถา

๒๓. นาควรรค              ว่าด้วยช้าง                                           คาถา

            ๒๔. ตัณหาวรรค           ว่าด้วยตัณหา                             ๑๒       คาถา

            ๒๕. ภิกขุวรรค  ว่าด้วยภิกษุ                                            ๑๒       คาถา

๒๖. พราหมณวรรค      ว่าด้วยพราหมณ์                         ๓๙       คาถา

            ต่อมาภายหลัง พระพุทธโฆสาจารย์ พระอรรถกถาจารย์ ผู้เรืองนามได้แต่ง        “อรรถกถาธรรมบท” ซึ่งเรียกในภาษาบาลีว่า “ธมฺมปทฏอรรถกถา” เพื่ออธิบายขยายความของธรรมบท ในการแต่ง พระพุทธโฆสาจารย์ได้อธิบายคาถาธรรมบทแต่ละคาถา และนำนิทานมาประกอบเพื่อสนับสนุนคาถานั้นๆ นิทานทุกเรื่องที่นำมาเป็นนิทัศนอุทาหรณ์เป็นนิทาน    “อิงหลักธรรมทั้งสิ้น”

            การนำนิทานมาประกอบ คาถาพระธรรมบท ถือได้ว่าเป็นกุศโลบาย อันยอดเยี่ยมของพระพุทธโฆสาจารย์ เพราะเป็นวิธี “สร้างรูปธรรม” ในการชักนำคนเข้าสู่ศาสนา ในทางธรรมเรียกการอธิบายนี้ว่า “บุคลาธิษฐาน” (Personification)

            กลวิธีการแต่ง “อรรถกถาธรรมบท” ของพระพุทธโฆสาจารย์ น่าศึกษามาก คือมีวิธีที่เป็นระบบ (Systematic) กล่าวคือ ท่านนำคาถาธรรมบทมาตั้ง แล้วอธิบายถึงสาเหตุที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสพระคาถานั้นว่า ทรงตรัสเพราะปรารภเหตุอะไร ตรัสกะใคร ตรัสที่ไหน ขอนำเอาตัวอย่างมาแสดงโดยสังเขป ดังนี้

          “อกฺโกจฺฉิ  มํ  อวธิ  มนฺติ  อิมํ  ธมฺมเทสนํ  สตฺถา  เชตวเน  วิหรนฺโต  ติสฺสตฺเถรํ   อารพฺภ  กเถสิ

            แปลว่า พระศาสดา เมื่อประทับในเชตวัน ทรงปรารภ พระเถระชื่อว่าติสสะ จึงตรัสพระคาถานี้ มีความว่า “ผู้ใดผูกเวรว่า บุคคลนั้นได้ด่าเรา บุคคลนั้นได้ประหารเรา” ดังนี้

            อีกตัวอย่างหนึ่ง จาก ธัททปทัฏฐกถา ภาค ๑ คือ

“  หิ  เวเรน  เวรานีติ  อิมํ  ธมฺมเทสนํ  สตฺถา  เชตวเน  วิหรนฺโต  ตรํ  ฺฌิตฺถึ อารพฺภ  กเถสิ

            แปลว่า พระบรมศาสดา ขณะที่ประทับอยู่ในวัดเชตวันทรงปรารภ หญิงหมัน จึงได้ตรัสพระคาถานี้มีใจความว่า “เวรย่อมไม่ระงับความการจองเวร”

 

************

 

บทที่ ๗

ย่อความวิสุทธิมรรค

*********

            นอกจากนี้ พระพุทธโฆสาจารย์ได้ผลิตผลงานที่เด่นมาก คือ คัมภีร์วิสุทธิมรรค   (The Patharification) นับเป็นคัมภีร์ที่สำคัญมาก ซึ่งคณะสงฆ์ได้กำหนดให้เป็นหลักสูตรของนักเรียนชั้นประโยค ป.. ๘ และ ป..    คัมภีร์พระวิสุทธิมรรคนี้ บัณฑิตทั้งปวงพึงรู้ว่าพระคันถรจนาจารย์ผู้มีนามปรากฏว่า   พระพุทธโฆสาจารย์ซึ่งได้จตุปฏิสัมภิทาญาณรู้แตกฉานชำนาญในพระไตรปิฎก  ผู้มีปัญญาวิสารทะแกล้วกล้า  ได้รจนาแต่งไว้  เพื่อประโยชน์แก่พระพุทธศาสนา

          คัมภีร์พระวิสุทธิมรรคนี้มี ๒๓ ปริเฉท ดังนี้

            ปริเฉทที่          ชื่อ ศีลนิเทส แสดงด้วยศีลมีประเภทต่างๆ

            ปริเฉทที่          ชื่อ ธุดงคนิเทส แสดงธุดงค์วัตร ๑๓ ประการ

            ปริเฉทที่          ชื่อ กัมมัฏฐานคหณนิเทส    แสดงด้วยวิธีเล่าเรียนพระ

      สมถกัมมัฏฐาน ๔๐ ประการ

            ปริเฉทที่          ชื่อ ปฐวีกสิณนิเทส แสดงด้วยปฐวีกสิณเป็นต้นที่ ๑

            ปริเฉทที่          ชื่อ อวเสสกสิณนิเทส แสดงด้วยกสิณที่เหลือ ๙

ประการ    รวมกับปฐวีกสิณเป็น ๑๐ ประการ

            ปริเฉทที่          ชื่อ อสุภนิเทส  แสดงด้วยอสุภะ ๙ ประการ

            ปริเฉทที่          ชื่อ ฉานุสสตินิเทสแสดงด้วยอนุสสติ  ๖คือพุทธานุสสติ

ธัมมานุสสติ, สังฆานุสสติ, สีลานุสสติ, จาคานุสสติ,    

เทวตานุสสติ

            ปริเฉทที่          ชื่อ เสสานุสสตินิเทส  แสดงด้วยอนุสสติ ๔ ที่เหลือ คือ  

มรณานุสสติกายคตาสติ,   อานาปานสติ,   อุปมานุสสติ, 

รวมกับอนุสสติ ๖ จึงเป็นอนุสสติ ๑๐ ประการ

            ปริเฉทที่          ชื่อ พรหมวิหารนิเทส แสดงด้วยพรหมวิหารทั้ง ๔ คือ

เมตตา,  กรุณา,มุทิตา,  อุเบกขา

            ปริเฉทที่ ๑๐       ชื่อ อรูปนิเทส   แสดงด้วยอรูปสมาบัติ    คือ    อา

กาสานัญจายตนะ, วิญญาณัญจายตนะ,

อภิญจัญญายตนะ, เนวสัญญานาสัญญายตนะ

            ปริเฉทที่ ๑๑       ชื่อสมาธินิเทส แสดงด้วยสมาธิกับทั้งปฏิกูลสัญญา

ธาตุววัฏฐานนิเทส

            ปริเฉทที่ ๑๒       ชื่อ อิทธิวิธีนิเทส  แสดงด้วยฤทธิ์วิธีต่างๆ

            ปริเฉทที่ ๑๓       ชื่อ อภิญญานิเทส แสดงด้วยอภิญญา ๕ มีทิพพโสต 

ทิพพจักษุ  และเจโตปริยญาณ คือ กำหนดรู้วารจิตแห่ง

ผู้อื่น เป็นต้น

            ปริเฉทที่ ๑๔       ชื่อ ขันธนิเทส  แสดงด้วยปัญจขันธ์และวิเศษนามแห่ง

ขันธ์ต่างๆ

            ปริเฉทที่ ๑๖     ชื่อ อายตนธาตุนิเทสแสดงด้วยอายตนะ๒๑และธาตุ๑๘

            ปริเฉทที่ ๑๗       ชื่อ ภูมินิเทส   แสดงด้วยธรรม ๖ คือ  ขันธ์   อายตนะ  

ธาตุ   อินทรีย์ อริยสัจ  ปฏิจจสมุปบาท  อันเป็นภูมิภาค

พื้นแห่งวิปัสสนากัมมัฏฐาน

ปริเฉทที่ ๑๘       ชื่อ วิสุทธินิเทส   แสดงด้วยความบริสุทธิ์แห่งทิฏฐิ คือความเห็น

            ปริเฉทที่ ๑๙       ชื่อ กังขาวิตรณวิสุทธินิเทส    แสดงด้วยความบริสุทธิ์ที่

ล่วงข้ามความกังขาสงสัยเสียได้

            ปริเฉทที่ ๒๐       ชื่อ มัคคามัคคญาณทัสสนวิสุทธินิเทส      แสดงด้วย

ความบริสุทธิ์ในการเห็นอริยมรรค  ด้วยญาณปัญญาว่า 

สิ่งนี้เป็นอริยมรรค สิ่งนี้ไม่ใช่อริยมรรค

            ปริเฉทที่ ๒๑       ชื่อ ปฏิปทาญาณทัสสนวิสุทธินิเทส     แสดงด้วย

ความบริสุทธิ์ในการเห็นด้วยปัญญาว่า มรรคควรปฏิบัติ

สืบต่อขึ้นไป

ปริเฉทที่ ๒๒       ชื่อ ญาณทัสสนนิเทส   แสดงด้วยความบริสุทธิ์ในการเห็นอริยสัจและนิพพานด้วยปัญญาอันรู้เป็นจริงแจ้งชัด

            ปริเฉทที่ ๒๓       ชื่อ ภาวนานิสังสนิเทส          แสดงด้วยอานิสงส์ผล

แห่งการภาวนาในวิปัสสนากัมมัฏฐาน รวมเป็น ๒๓

ปริเฉทบริบูรณ์

 

************

คุณสมบัติ ๑๑ ประการ

            พระพุทธโฆสาจารย์ นับว่าเป็นนักปราชญ์ทางวรรณคดีบาลีโดยแท้ ถึงกับมีผู้กล่าวว่าหาท่านยังมีชีวิตอยู่ในสมัยนี้   ท่านต้องได้รับรางวัลนักเขียนยอดเยี่ยม “ซีไรท์” เป็นแน่แท้   ที่เป็นเช่นนี้ เพราะท่านเป็นผู้ประกอบด้วยคุณสมบัติพิเศษ ๑๑ ประการ ดังนี้

             . ปรมสุทฺธสทฺธาพุทฺธวิริยปฏิมณฺฑิเตน คือ ประดับด้วยศรัทธา พุทธิ (ความรู้) และวิริยะ (ความเพียร) อันหมดจดอย่างยิ่ง

             . สีลาจารชฺชวมทฺทวาทิคุณสมุทยสมุทิเตน คือ เด่นด้วยคุณสมุทัยมีศีล อาจาระ และอาชวะ (ความซื่อตรง) มัทวะ (ความอ่อนโยน) เป็นอาทิ

             . สกสมยสมยนฺตรคหนชฺฌาคณสมตฺเถน คือ สามารถในการหยั่งลงสู่ป่าชัฏ (คือวินิจฉัยข้อที่ยุ่งยาก) ได้ทั้งในลัทธิฝ่ายตนและในลัทธิฝ่ายอื่น

             .  าเวยฺยตฺติสมนฺนาคเตน คือ ประกอบไปพร้อมด้วยความกระจ่างแห่งปัญญา

             . ติปิฎกปริยตฺติปฺปเภทสาเถ สตฺถุ สาสเน อปฺปฏิหตาณปฺปภาเวน คือ มีอำนาจแห่งญาณอันไม่ข้องขัดในพระสัตถุศาสนา แยกประเภทเป็นปริยัติ คือพระไตรปิฎก พร้อมทั้งอรรถกถา

             .  มหาเวยฺยากรเณน  คือ  เป็นนักไวยากรณ์ผู้ยิ่งใหญ่

            . กรณสมฺปตฺติชนิตสุขวินิคฺคตมธุโรทารวจนลาวณฺณยุตฺเตน  คือ ประกอบด้วยความงามแห่งถ้อยคำอันไพเราะเป็นเลิศ ที่ความถึงพร้อมแห่งกรณ์ (คือเครื่องทำเสียง) ทำให้เกิดเสียงเปล่งออกมาได้คล่อง

             .  ยุตฺตมุตฺวาทินา วาทิวเรน คือ เป็นนักพูดชั้นเยี่ยม พูดได้ทั้งผูกทั้งแก้

  .  มหากวินา   คือ เป็นมหากวี

๑๐. ปภินฺนปฏิสมฺภิทาปริวาเร ฉฬภิาทิเภทคุณปฏิมณฺฑิเตน อุตฺตริมนุสฺสธมฺเม อปฺปฏิหตพุทฺธีนํ เถรวํสปฺปทีปานํ เถรานํ มหาวิหารวาสีนํ วํสาลงฺการภูเตน คือ เป็นอลังการแห่งวงศ์ของเหล่าพระเถระฝ่านมหาวิหารผู้เป็นประทีปแห่งเถรวงศ์ มีความรู้อันไม่ข้องขัดในอุตริมนุสสธรรม ซึ่งประกอบด้วยคุณต่างๆ มีอภิญญา ๖ เป็นต้น มีปฏิสัมภิทาอันแตกฉานเป็นบริวาร

๑๑. วิปุลวิสุทฺธพุทฺธินา  คือ มีความรู้หมดจดกว้างขวาง

ด้วยเหตุนี้ จึงกล่าวได้ว่า พระพุทธโฆสาจารย์นับเป็นปราชญ์ทางวรรณกรรมบาลีผู้ยิ่งใหญ่ (Great  of  Literature) หาผู้เสมอเหมือนได้ยาก

************

สังคหกถา

            อนึ่งในเรื่องประวัติพระพุทธโฆสาจารย์นี้ พระบุรพาจารย์ในสิงหฬทวีป ได้กล่าวคาถารวมประวัติของท่านไว้ดังนี้เมื่อ (ศาสนายุกาล) แต่ปรินิพพานแห่งพระสัมมาสัมพุทธเจ้าล่วงแล้ว ๙๕๖ พรรษา พระเจ้ามหานาม ทรงครองราชย์ในลังกาโดยทศพิธธรรม พราหมณ์มาณพผู้เกิดในบ้านใกล้โพธิมณฑ์ เป็นผู้รู้วิทยาและกระบวนการศิลปะ จบไตรเพท เจนจัดลัทธิ เชี่ยวชาญวาทะทั้งปวง มีความต้องการจะใช้วาทะจึงเที่ยวโต้วาทีไปในชมพูทวีป จนมาถึงวิหารแห่งหนึ่งตอนกลางคืน ปริวรรตปาตัญชลีมนต์ให้มีบทอันสมบูรณ์เป็นปริมณฑลดี พระมหาเถระองค์หนึ่งชื่อ เรวตะ ในวิหารนั้นทราบชัดว่า “สัตว์ผู้นี้มีปัญญามาก เราทรมานได้จะดี”   ท่านจึงกล่าวเปรยว่า  “ใครหนอร้องเป็นเสียงลา”     พราหมณ์มาณพถามท่านว่า    “ท่านรู้ความในเสียงร้องของพวกลาหรือ”  เมื่อท่านรับว่ารู้จึงยังท่านให้ลงสู่ลัทธิของตน (คือเอาลัทธิของตนมาถามท่าน)  ท่านก็แก้ข้อความที่ตนถามๆ ได้ ทั้งชี้ข้อผิดพลาดได้ด้วย ครั้นท่านเตือน    (จะถามบ้าง)  ก็อนุญาตให้ท่านยังตนให้ลงสู่วาทะของท่านบ้าง (ท่านถามแล้ว) ไม่ (อาจ) แก้ความหมายแห่งบาลีมหาอภิธรรมแก่ท่านได้ จึงถามว่า    “นี่เป็นมนต์ของใคร”  ท่านบอกว่าเป็นมนต์ของพระพุทธเจ้า   จึงขอท่าน ท่านบอกว่า “เราจะให้พุทธมนต์นั้นแก่คนที่ทรงเพศอย่างเรา” พราหมณ์มาณพนั้น อันบุพเหตุ (คือกุศลในปางก่อน) ทั้งหลายเตือน (ใจ) แล้วจึงบวชเพื่อต้องการมนต์ เธอได้อุปสมบทแล้วก็เรียนพระไตรปิฎก ภายหลังเลยถือเอาพระไตรปิฎกนั้นว่า นี่เป็นเอกายนมรรค (ทางดำเนินอย่างเอก ประเสริฐกว่าลัทธิของตน) ต่อมาท่านเป็นผู้ปรากฏ (เด่น) ดังดวงไฟ ดังดวงจันทร์ ดังดวงอาทิตย์ ซึ่งได้พยากรณ์กล่าวแก้ธรรมอันลึกแก่สัตว์ทั้งหลายละม้ายพุทธพยากรณ์ ท่านจึงได้นามว่า “พุทธโฆสะ” เพราะโด่งดังไปในพื้นแผ่นดินแม้นพระพุทธองค์ในครั้ง (อยู่ที่วิหาร) นั้น ท่านมีความรู้ได้แต่งปกรณ์ชื่อ ญาโณทัย ไว้ในวิหารนั้น แล้วแต่งอรรถกถาธรรมสังคณี เริ่มจะแต่งอรรถกถาน้อยชื่อ อรรถสาลินี เพราะเรวตเถระเห็นเช่นนั้นจึงบอกว่า ปกรณ์ที่นำมาที่ (ชมพูทวีป) นี่มีแต่พระบาลีอรรถกถาหามีไม่ อาจริยวาทต่างๆ ก็ไม่มีเช่นกัน แต่อรรถกถาเป็นภาษาสีหลล้วน ที่พระมหินท์ผู้ทรงปรีชาญาณ ตรวจดูกถามรรคที่ได้ขึ้นสู่สังคีติทั้ง ๓ ครั้ง    นับถือเป็นคำที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงไว้ และพระเถระมรพระสารีบุตรเป็นต้น ร้อยกรองไว้ แล้วแต่งขึ้นไว้ในภาษาสีหล ยังเป็นไปอยู่ในสีหลทวีป      เธอจงไปที่สีหลทวีปนั้นตรวจดูอรรถกถาสีหลนั้น แล้วปริวรรตไว้ในภาษามคธเสียได้ อรรถกถา (ที่ปริวรรต) นั้นจะนำมาซึ่งประโยชน์เกื้อกูลแก่ชาวโลกทั้งปวงเมื่อพระเถระบอกเช่นนั้นท่านผู้มีปัญญามาก ก็เลื่อมใสออก (เดินทาง) จากวิหารนั้นมาถึง (สีหล) ทวีปนี้ในรัชกาลพระราชาพระองค์นี้แหละ ท่านมาถึงมหาวิหารอันเป็นที่อยู่ของสาธุภิกษุทั้งปวง ไปสู่มหาปธานฆระ ได้ฟังอรรถกถาสีหลและเถรวาทะโดยตลอดจากสำนักพระสังฆปาละแล้ว ก็ตัดสินว่านี่แหละเป็นพระพุทธาธิบายของพระธรรมสามิศร์แท้ จึงนิมนต์สงฆ์ในวิหารนั้นมาพร้อมกันแล้วกล่าวว่า “ขอท่านทั้งหลายโปรดให้หนังสือคัมภีร์ทั้งหลายแก่ข้าพเจ้าเพื่อจะทำอรรถกถา” สงฆ์จะทดสอบปัญญา   จึงให้คาถา ๒ บท แก่ท่าน กล่าวว่า “ท่านจงแสดงความสามรถของท่านในคาถา ๒ บทนี้ เราทั้งหลายเห็นความสามารถของท่านแล้วจึงจะให้หนังสือทั้งหมด” ท่านจึงรวบรวมพระไตรปิฎกพร้อมทั้งอรรถกถา โดยย่นย่อแต่งปกรณ์วิสุทธิมรรคขึ้นในมหาวิหารนี้เอง     ครั้นแล้วจึงนิมนต์สงฆ์ผู้ฉลาดรู้พระสัมพุทธธรรมให้ประชุมกัน     ที่ใกล้มหาโพธิพฤกษ์  (ลังกา)      ปรารภจะให้อ่านปกรณ์วิสุทธิมรรคนั้น (ให้สงฆ์ฟัง)เทวดาทั้งหลาย จะประกาศความมีฝีมือของท่านให้ปรากฏในมหาชน จึงกำบังหนังสือนั้นไว้เสีย ท่านก็ทำขึ้นใหม่อีก ๒ ครั้ง ๓ ครั้ง เมื่อนำหนังสือมาจะให้อ่านในครั้งที่ ๓ พวกเทวดาก็เลิก (กำบัง) วางหนังสืออีก ๒ จบ (ที่กำบังไว้)  ให้พร้อมกันในที่นั้น   ครั้งนั้นภิกษุทั้งหลายอ่านหนังสือ          (วิสุทธิมรรค) ๓ จบ นั้นด้วยกัน ความผิดเพี้ยนกันโดยคัณฐะก็ดี โดยอรรถก็ดี โดยเกณฑ์ก่อนหลังก็ดี โดยเถรวาททั้งหลายก็ดี โดยบาลีทั้งหลายก็ดี   โดยบททั้งหลายก็ดี โดยพยัญชนะทั้งหลายก็ดี  มิได้มีในหนังสือ (วิสุทธิมรรค)ทั้ง ๓ จบนั้นครั้งนั้นสงฆ์ชื่นชมยินดีกันเป็นพิเศษ บอกป่าวกันเซ็งแซ่ไปว่า “ท่านผู้นี้คือพระเมตไตรย (มาเกิด) ไม่ต้องสงสัย” จึงมอบหนังสือคัมภีร์พระไตรปิฎกพร้อมทั้งอรรถกถาให้ท่านอยู่ในวิหารอันเป็นบ่อเกิดแห่งคัมภีร์ เป็นที่ไกลความเกี่ยวข้อง (กับคนอื่น) ปริวรรตอรรถกถาสีหลทั้งหมดในครั้งนั้นมาในภาษามคธ อันเป็นมูลภาษาของอรรถกถาทั้งปวงนั้น อรรถกถา (ที่ท่านปริวรรต) นั้นก็ได้นำมาซึ่งประโยชน์เกื้อกูลแก่ประชุมชนทุกภาษา พระอาจารย์ชั้นพระเถระทั้งปวง (นับ) ถืออรรถกถานั้นแม้นภาษาบาลีครั้นเมื่อกิจที่พึงทำถึงซึ่งความสำเร็จแล้ว ท่านก็กลับไปชมพูทวีป เพื่อจะไหว้พระมหาโพธิ์ (ที่พุทธคยา)พระเจ้ามหานาม ทรงครองแผ่นดินอยู่ ๑๒ ปี ทรงทำบุญหลายอย่างต่างประการแล้ว ก็เสด็จไป (สู่ปรโลก) ตามกรรมฝ่ายพระเถระพุทธโฆสะ ครั้นทำอรรถกถาพระไตรปิฎก ทำประโยชน์เกื้อกูลแก่สัตว์โลกเป็นอันมากแล้ว อยู่ไปจนตลอดอายุ ก็ไปสู่ดุสิตเทวโลกแล

ประวัติพระพุทธโฆสะนี้  ข้าพเจ้าเรียบเรียงตามนัยที่กล่าวไว้ในคัมภีร์สัทธัมมสังคหะ และในคัมภีร์มหาวงศ์โบราณวิญญูชนผู้ใคร่จะทราบข้อที่แปลกออกไป (จากที่ข้าพเจ้าเรียบเรียงมานี้) ก็พึงทราบได้ในคัมภีร์นั้นๆ ตามควร คือในพุทธโฆสนิทานบ้าง หรือในวังสมาลินีบ้าง ในปกรณ์วิเศษชื่อ ญาโณทัยบ้าง

ก็แล    บุญมหรรณพอันข้าพเจ้าทั้งหลายได้แล้ว  ด้วยการชำระปกรณ์วิสุทธิมรรคมาเพียงเท่านี้ ขอเทวดาทั้งหลายทั้งปวงจงอนุโมทนาบุญนั้น เพื่อความสำเร็จแห่งสมบัติทั้งปวงเถิด ขอสัตว์ทั้งหลายจงรักษาศีล เจริญจิตภาวนาด้วยศรัทธา และจงอย่าประมาทปัญญา ด้วยว่านั่นเป็นทางแห่งวิสุทธิขอสัตว์ทั้งหลายผู้ต้องทุกข์ จงนิรทุกข์ด้วย ผู้ต้องภัย จงนิรภัยด้วย      ผู้ต้องโศก จงนิรโศกด้วย  และสาธุชนทั้งหลาย จงถึงซึ่งความบริสุทธิ์ เทอญ.

 

************

 

 

                                                                                               บทที่ ๗

สรุปประวัติ

พระพุทธโฆสาจารย์

*********

ในอดีต เมื่อพระพุทธศาสนาได้เสื่อมจากประเทศอินเดียไปเจริญรุ่งเรืองอยู่ในเกาะลังกา (ประเทศศรีลังกาในปัจจุบัน)  พระพุทธโฆสะ หรือ พระพุทธโฆสาจารย์ ผู้รจนา “ธัมมปทัฏฐกถา” นี้ เป็นชาวอินเดีย บ้านเกิดของท่านคือ “โฆสคาม” ใกล้พุทธคยาสถานที่ตรัสรู้จองพระพุทธเจ้า  บิดาชื่อ เกสะ   มารดารชื่อเกสี   บวชในสำนักของพระเรวตเถระ  สาเหตุที่ได้นามว่า “พุทธโฆสะ”    เพราะท่านมีชื่อเสียงกึกก้องเหมือนพระพุทธเจ้า     ท่านเดินทางไปเกาะสีหล   (เกาะลังกา)     เพื่อแปลพระไตรปิฎก พร้อมทั้งหนังสืออรรถกถา ซึ่งถูกจารึกไว้ด้วย “ภาษาสิงหฬ” เป็น “ภาษามคธ” หรือ “ภาษาบาลี” “ธัมมปทัฏฐกถา” เมื่อ พ.. ๙๕๖ ได้ถูกปริวรรตจากภาษาสิงหฬเป็นภาษาบาลีด้วย ดังนั้น “ธัมมปทัฏฐกถา” จึงเริ่มเป็นที่รู้จักของชาวโลกตั้งแต่ยุคนั้นเป็นต้นมา

คัมภีร์ “ธัมมปทัฏฐกถา” หรือ “ธรรมบท” อุปมาเหมือน “ปิยมิตร” ผู้ซื่อสัตย์ คอยชี้ทางแห่งความสุขและความเจริญ  และคอยป้องกันอันตรายที่จะเกิดขึ้น   คำสอนในคัมภีร์พระธรรมบท มีคุณค่าและเหมาะสมกับคนทุกเพศ ทุกวัย ทุกเชื้อชาติศาสนา ดังนั้น คัมภีร์ “ธัมมปทัฏฐกถา” หรือ “ธรรมบท” จึงได้ชื่อว่า “วรรณคดีโลก”

คัมภีร์ที่ท่านได้รจนาไว้เท่าที่ทราบ คือ วิสุทธิมรรค สมันตปาสาทิกา ญาโณทัย    อัตถสาลินี และ ธัมมปทัฏฐกถา ทางคณะสงฆ์ของเมืองไทยได้ใช้หนังสือของท่านเป็นหลักสูตรในการเรียนบาลี ตั้งแต่ชั้นประโยค - ถึง ประโยค ป.. จนถึงปัจจุบันนี้

ภาคผนวก

            ส่วนใหญ่ พระสงฆ์นิกายเถรวาทจะยอมรับหลักฐานว่า คัมภีร์อรรถกถามีมาแต่เดิม ตั้งแต่สังคายนาครั้งที่ ๑ แล้ว แต่มีในลักษณะเป็นต้นเค้าและได้พัฒนามาจนสมบูรณ์ในสังคายนาครั้งที่ ๓ อย่างไรก็ตาม ปัญหาเรื่องความเป็นมาของคัมภีร์อรรถกถานี้เป็นที่ถกเถียงกันอย่างกว้างขวาง บางกลุ่มให้ทัศนะว่า หากยอมรับกันว่าอักขรวิธีมีใช้กันมาตั้งแต่สมัยพุทธกาลแล้ว ก็น่าจะยอมรับว่า การแต่งและการจารึกอรรถกถาก็ต้องทำกันมาแล้วตั้งแต่สมัยพุทธกาล แต่การแต่งและการจาริกยังไม่สมบูรณ์เท่านั้น หากแต่สมบูรณ์ในการทำสังคายนาครั้งที่ ๓ แล้วได้นำไปแปลเป็นภาษาสิงหฬในศรีลังกา สมัยต่อมา เหตุการณ์ในอินเดียได้เปลี่ยนแปลงไป คัมภีร์อรรถกถาที่เป็นภาษามคธ (บาลี) ได้สูญหายไป จึงจำเป็นต้องอาศัยอรรถกถาที่เป็นภาษาสิงหฬเป็นต้นฉบับ ในการแปลกลับมาสู่ภาษาเดิม ในราวพุทธศตวรรษที่ ๕ โดยพระพุทธโฆสาจารย์เป็นผู้แปลร่วมกับพระเถระอื่นๆ

            ดังนั้นจึงอาจแบ่งทัศนะเกี่ยวกับจุดกำเนิดของคัมภีร์อรรถกถาออกได้ ๒ ทัศนะ คือ กลุ่มหนึ่งเชื่อว่า อรรถกถามีมาแล้วตั้งแต่สมัยพุทธกาล อีกกลุ่มหนึ่งเชื่อว่า คัมภีร์อรรถกถาเกิดขึ้นหลังพุทธกาล ความเชื่อเช่นนี้ก็เท่ากับว่า คัมภีร์อรรถกถาเป็นอีกยุคหนึ่งที่สืบต่อจากยุคพระไตรปิฎก กลุ่มหลังนี้ถือเอาจากการศึกษาประวัติวรรณคดีบาลี

อรรถกถาที่มีอยู่ก่อนสมัยพระพุทธโฆสาจารย์

          . อรรถกถาภาษาสิงหฬโบราณ

อรรถกถาภาษาสิงหฬโบราณที่จะกล่าวต่อไปนี้ ต้นฉบับได้สูญหายไปหมดแล้ว ซึ่งแยกออกเป็น ๓ หมวด คือ

.๑ อรรถกถาวินัยปิฎก ได้แก่

()       มหาอรรถกถา หรือมูลอรรถกถา เป็นผลงานของพระสงฆ์คณะมหาวิหารเมืองอนุราธปุระ ประเทศศรีลังกา แก้ครบทั้ง ๓ ปิฎก

()       มหาปัจจรีอรรถกถา คือ อรรถกถาแพใหญ่    แต่งขณะที่นั่งบนแพ ณ ที่ใดที่หนึ่ง ไม่ปรากฏชื่อผู้แต่ง

()       กุรุนทีอรรถกถา แต่งที่กุรุนทีมหาวิหารในศรีลังกา ไม่ปรากฏชื่อผู้แต่ง

()       อันธกัฏฐกถา แต่งเป็นภาษาอันธกะ แล้วสืบต่อกันมาขยายไปยังเมืองกัฏฐิปุระ หรือเมืองคอนเจวารามในอินเดียภาคใต้ ไม่ปรากฏชื่อผู้แต่ง

()       สังเขปัฏฐกถา คือ อรรถกถาย่อ สันนิษฐานว่าน่าจะแต่งในอินเดียภาคใต้ ไม่ปรากฏชื่อผู้แต่ง

()       วินัยอัฏฐกถา ไม่ปรากฏสถานที่แต่งและชื่อผู้แต่ง

.๒ อรรถกถาสุตตันตปิฎก ได้แก่

            ()       มหาอรรถกถา               หรือ มูลอรรถกถา

            ()       สุตตันตอรรถกถา         หรือ อรรถกถาพระสูตร

            ()       อาคมัฏฐกกถา              อรรถกถานิกาย ๔

            ()       ทีมัฏฐกถา                    อรรถกถาทีฆนิกาย 

            ()       มัชฌิมัฏฐกถา               คืออรรถกถามัชฌิมนิกาย

            ()       สังยุตตัฏฐกถา              คืออรรถกถาสังยุตตนิกาย

            ()       อังคุตตรัฏฐกถา            คืออรรถกถาอังคุตตรนิกาย

          .๓ อรรถกถาอภิธรรมปิฎก ได้แก่

            ()       มหาอรรถกถา               หรือมูลอรรถกถา

            ()       อภิธัมมัฏฐกถา             คืออรรถกถาอภิธรรม

          . อรรถกถาที่เชื่อว่าเป็นของเดิม

            อรรถกถาที่จะกล่าวต่อไปนี้เชื่อกันว่า          เป็นอรรถกถาที่มีอยู่เดิมก่อนสมัยของพระพุทธโฆสาจารย์ และเป็นอรรถกถาที่ได้รับยกย่องและยอมรับกันในนิกายเถรวาทสายกัสสปวงศ์ ได้แก่

            .     เนติปกรณ์ คือ อรรถกถาที่เชื่อว่า เป็นผลงานของพระมหากัจจายนะ ยังไม่มีหลักฐานยืนยันได้ว่า คือพระมหากัจจายนะ ซึ่งมีชีวิตอยู่ในสมัยพุทธกาลหรือไม่ คัมภีร์นี้ได้อธิบายหลักสำคัญๆ ของพุทธศาสนา แนะนำธรรมต่างๆ ทีจะนำไปปฏิบัติให้พ้นไปจากวัฏฏะ

            .     เปฏโกปเทสปกรณ์ คือ อรรถกถาเป็นผลงานของพระมหากัจจายนะ คัมภีร์นี้ได้อธิบายอริยสัจ ๔ มีเนื้อหาบางส่วนที่ท่านำมาจากคัมภีร์สังยุตตนิกาย

            .     มิลินทปัญหา เป็นอรรถกถาผลงานของพระติปิฎกจุฬาภัย ต้นฉบับเดิมเป็นบทสนทนาถาม – ตอบ ระหว่างพระยามิลินท์กับนาคเสน ซึ่งพระยามิลินท์องค์นี้ทรงเป็นกษัตริย์กรีก ผู้ครองสาครนครในอินเดียภาคเหนือ

            บรรดาคัมภีร์อรรถกถาทั้ง ๓ ข้างต้นนี้ คัมภีร์ที่ ๓ คือ มิลินทปัญหานั้นได้ถูกนำมาแปลลงสู่ภาษาไทยทั้งย่อและพิสดาร จึงทำให้ชาวพุทธในประเทศไทยรู้จักและคุ้นเคยกับคัมภีร์นี้มากกว่าอีก ๒ คัมภีร์ข้างต้น

อรรถกถาที่มีอยู่ร่วมสมัยกับพระพุทธโฆสาจารย์

            ท่านพุทธทัตตเถระได้เดินทางไปยังศรีลังกาก่อนพรพุทธโฆสาจารย์ เพื่อศึกษาและแปลอรรถกถาจากภาษาสิงหฬสู่ภาษามคธ ผลงานที่เด่นๆ ของท่านที่ควรกล่าวถึงในที่นี้ คือ

. อภิธัมมาวตารเป็นการสรุปอรรถกถาที่พระพุทธโฆสาจารย์ส่งไปให้

. วินัยวินิจฉัย แต่งเป็นคู่มือพระวินัย กล่าวถึงการพิจารณาและตัดสินวินัย

. อุตตรวินิจฉัยแต่งเป็นคู่มือพระวินัยต่อจากวินัยวินิจฉัย โดยเพิ่มประเพณีอันปฏิบัติกันอยู่ในศรีลังกา 

. รูปารูปวิภาคแต่งจำแนกรูปธรรมและอรูปธรรม

. มธุรัตถวิลาสินีแต่งเป็นอรรถกถาพุทธวังสะ ขุททกนิกาย

 

อรรถกถาที่แต่งขึ้นในสมัยของพระพุทธโฆสาจารย์

          . คัมภีร์วิสุทธิมรรค

            คัมภีร์นี้ถือว่าเป็นวรรณกรรมที่สำคัญ อันเป็นผลงานของท่านพระพุทธโฆสาจารย์ ซึ่งคัมภีร์นี้ได้รับการยกย่องว่า เป็นสารานุกรมของพุทธศาสนา แต่ในลักษณะของอรรถกถา คัมภีร์วิสุทธิมรรคนี้ก็เป็นงานเขียนสรุปสารัตถะของพระไตรปิฎก กล่าวคือ ในส่วนสีลนิเทสเป็นการสรุปสารัตถะของวินัยปิฎก ในสมาธินิเทสเป็นการสรุปสารัตถะของสุตตันตปิฎก และในปัญญานิเทสเป็นการสรุปสารัตถะของปัญญาในอภิธรรมปิฎก

          . คัมภีร์ญาโณทัยและปริตตัตกถา

            บางทีเรียกว่าอรรถกถาย่อ กล่าวกันว่า เป็นผลงานของท่านพระพุทธโฆสาจารย์อีกคัมภีร์หนึ่ง แต่ต้นฉบับสูญหายไปแล้ว

 

 

 

บทที่ ๘

รายชื่ออรรถกถา ในสมัยพระพุทธโฆสาจารย์

            อรรถกถาที่จะกล่าวถึงต่อไปนี้ เป็นอรรถกถาที่อธิบายพุทธวจนะ ซึ่งมีผู้แต่งหลายท่าน ในที่นี้จะแยกกล่าวโดยแยกเป็น ๓ ส่วนตามปิฎก และจะระบุชื่อของอรรถกถาและชื่อของผู้แต่ง ดังต่อไปนี้

 

คัมภีร์พระไตรปิฎก

อรรถกถา

ชื่อผู้แต่ง

วินัยปิฎก

สมันตปาสาทิกา

พระพุทธโฆสาจารย์

ปาติโมกข์

กังขาวิตรณี

พระพุทธโฆสาจารย์

ทีฆนิกาย

สุมังคลวิลาสินี

พระพุทธโฆสาจารย์

มัชฌิมนิกาย

ปปัญจสูทนี

พระพุทธโฆสาจารย์

สังยุตตนิกาย

สารัตถปกาสินี

พระพุทธโฆสาจารย์

อังคุตรนิกาย

มโนรถปูรณี

พระพุทธโฆสาจารย์

ขุททกนิกาย

 

 

 . ขุททกปาฐะ

ปรมัตถโชติกา

พระพุทธโฆสาจารย์ *

 . ธัมมปทะ

ธัมมปทัฏฐกถา

พระพุทธโฆสาจารย์ *

 . อุทาน

ปรมัตถทีปนี

พระธัมมปาละ

 . อิติวุตตกะ

ปรมัตถทีปนี

พระธัมมปาละ

 

 

 

 

คัมภีร์พระไตรปิฎก

อรรถกถา

  ชื่อผู้แต่ง

 . สุตตนิบาต

ปรมัตถทีปนี

พระพุทธโฆสาจารย์

 . วิมานวัตถุ

ปรมัตถทีปนี

พระธัมมปาละ

 . เปตวัตถุ

ปรมัตถทีปนี

พระธัมมปาละ

 . เถรคาถา

ปรมัตถทีปนี

พระธัมมปาละ

 . ชาดก

ชาตกัฏฐกถา

พระพุทธโฆสาจารย์ *

๑๐. นิเทส

สัทธัมมปัชโชติกา

พระอุปเสนะ

๑๑. ปฏิสัมภิทามัคค์

สัทธัมมปกาสินี

พระมหานามะ

๑๒. อปทาน

วิสุทธนวิลาสินี

ไม่ปรากฏชื่อผู้แต่ง

๑๓. พุทธวังสะ

มธุรัตถวิลาสินี

พระพุทธทัตตะ

๑๔. จริยาปิฎก

ปรมัตถทีปนี

พระธัมมปาละ

๑๕. ธัมมสังคณี

อัฏฐสาลินี

พระพุทธโฆสาจารย์

๑๖. วิภังค์

สัมโมหวิโนทนี

พระพุทธโฆสาจารย์

๑๗. กถาวัตถุ

ปปัญจปกรณัฏฐกถา

พระพุทธโฆสาจารย์

๑๘.ปุคคลบัญญัติ

ปปัญจปกรณัฏฐกถา

พระพุทธโฆสาจารย์

๑๙. ธาตุกถา

ปปัญจปกรณัฏฐกถา

พระพุทธโฆสาจารย์

๒๐. ยมก

ปปัญจปกรณัฏฐกถา

พระพุทธโฆสาจารย์

๒๑. ปัฏฐาน

ปปัญจปกรณัฏฐกถา

พระพุทธโฆสาจารย์

 

บรรณานุกรม

 

พุทธทาสภิกขุ, พระ,ปฏิจจสมุปบาทคืออะไร ?,กรุงเทพมหานคร, โรงพิมพ์  สุขภาพใจ, ๒๕๓๘.

มหามังคลาจารย์, พระ, คัมภีร์วิสุทธิมรรค,   กรุงเทพมหานคร,    สำนักพิมพ์อักษรเจริญทัศน์, ๒๕๒๑.

ไพเราะ ฐิตสีโล,พระ,การศึกษาวิเคราะห์ “ธรรมบทอรรถกถา” (อัดสำเนา)

อุทิศ ศิริวรรณ,สามเณร, ธรรมบทภาคที่๑  แปลโดยพยัญชนะ, กรุงเทพฯโรงพิมพ์เลี่ยงเซียง,  ครั้งที่ ๒, ๒๕๓๐

ทองหล่อ  วงษ์ธรรมา,  ปรัชญา พุทธศาสน์,   กรุงเทพมหานคร,   สำนักพิมพ์ โอเดียนสโตร์, ๒๕๓๘.

เอื้อน  เล่งเจริญ, โลกทรรศน์ในพระพุทธศาสนา,กรุงเทพมหานคร,สำนักพิมพ์โอ เอส พริ้นติ้งเฮ้าส์, ๒๕๓๗.

มหามงกุฏราชวิทยาลัย,วิสุทธิมรรคแปล เล่ม ๓,กรุงเทพมหานคร, โรงพิมพ์มหามงกุฏราชวิทยาลัย, ๒๕๑๖.

 

************

                                 

 

 

PICT0014                           ประวัติผู้เขียนรวบรวม

 

ชื่อสกุล                   นายธีรวัส บำเพ็ญบุญบารมี

วันเดือนปีเกิด        วันพฤหัสที่    กันยายน  .. ๒๕๐๒

ที่อยู่ปัจจุบัน          ๔๓/๑๒ ถนนพุทธมณฑลสาย ๓ เขตบางแค   กรุงเทพฯ

วุฒิการศึกษา                                                                 

.ศ. ๒๕๑๔– ๒๕๑๙  มัธยมศึกษาสายสามัญโรงเรียนวัดราชาธิวาส แผนกวิทย์

.ศ. ๒๕๒๐– ๒๕๒๔  นิติศาสตร์บัณฑิต  สมาชิกวิสามัญแห่งเนติบัณฑิตยสภา

พ.ศ. ๒๕๔๘- ๒๕๕๐  พุทธศาสนมหาบัณฑิตมหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย

                            เกียรตินิยมอันดับ ๑

 

ประสบการณ์การทำงาน

.ศ. ๒๕๒๑– ๒๕๒๖  รับราชการที่มหาวิทยาลัยมหิดล คณะสาธารณสุขศาสตร์

.ศ. ๒๕๓๓– ๒๕๓๖  เป็นผู้ช่วยสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดอุทัยธานี

        เป็นผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการบริษัทพี.ไทย.อาคิเต็คฯ จก.

.ศ. ๒๕๓๗– ๒๕๓๙เป็นกรรมการผู้จัดการบริษัทเอส.เอส.โกลเด้นท์แลนด์ จก.

.ศ. ๒๕๓๕– ๒๕๓๙ เป็นเลขาธิการสมาพันธ์ชมรมวิทยุสมัครเล่นกรุงเทพฯ

                  ประธานชมรมนักกฎหมายวิทยุสมัครเล่น

กิจการทางพระพุทธศาสนา

.ศ. ๒๕๔๒– ๒๕๔๖ เป็นกรรมการบริหารพุทธธรรมรัฐสภา สภาผู้แทนราษฎร

                          สังกัดคณะกรรมาธิการศาสนาวัฒนธรรมสภาผู้แทนราษฎร

.ศ. ๒๕๔๒– ๒๕๔๖ เป็นกรรมการชมรมพิทักษ์พระพุทธศาสนา

                            ประธานชมรมวิทยากรพิทักษ์พระพุทธศาสนา รุ่น ๔                                

.ศ. ๒๕๔๓– ๒๕๔๗ เป็นนักจัดรายการวิทยุใน รายการไขปัญหาชาวพุทธ

                  รายการรู้ธรรมนำปฎิบัติ, รายการบำเพ็ญบุญบารมี

                  สถานีวิทยุเพื่อพระพุทธศาสนาธรรมะพล ๑ A.M. ๑๔๒๒

.ศ. ๒๕๔๕ – ปัจจุบัน เป็นเวบมาสเตอร์ จัดทำโฮมเพจให้องค์กร

                   พุทธฯหลายแห่ง

.ศ. ๒๕๓๖ – ปัจจุบัน เป็นกรรมการบริหารมูลนิธิเบญจนิกาย

.ศ. ๒๕๕๐ – ปัจจุบัน เป็นกรรมการบริหารมูลนิธิพุทธางกูร

.ศ. ๒๕๕๐ – ปัจจุบัน เป็นกรรมการบริหารสมาคมนักเรียนเก่า

                            ร.ร.วัดราชาธิวาส

ตำแหน่ง/สถานที่ทำงาน

.ศ. ๒๕๓๙ – ปัจจุบัน ทำงานบริษัทในเครือ บริษัท สหวิริยา กรุ๊ป

                              ตำแหน่งผู้จัดการสำนักกฎหมาย ฝ่ายบริหารบริษัท

 

 

 

 

 

 

 

 

 



                ทองหล่อ  วงษ์ธรรมา,  ปรัชญา  พุทธศาสน์. (กรุงเทพมหานคร  :  โอเดียนสโตร์ , ๒๕๒๘) หน้า ๔๙

ทองหล่อ  วงษ์ธรรมา (อ้างแล้ว)  หน้า ๖๐.

พระมหาไพเราะ  ฐิตสีโล, การศึกษาวิเคราะห์ “ธรรมบทอรรถกถา” (อัดสำเนา) หน้า ๓๖–๓๗.

พุทธทาสภิกขุ , ปฏิจจสมุปบาทคืออะไร? , (กรุงเทพมหานคร : สุขภาพใจ , ๒๕๓๘) , หน้า ๘๘ ๙๒–๙๕.

เสฐียรพงษ์ วรรณปก, (บทวิจารณ์จากหนังสือพิมพ์มติชนรายวัน,๒๕๓๙)

พระมหาไพเราะ  ฐิตสีโล, (อ้างแล้ว) หน้า ๔-

พระมหาไพเราะ  ฐิตสีโล, (อ้างแล้ว) หน้า ๔๓

                 เอื้อน เล่งเจริญ, โลกทรรศน์ในพุทธศาสนา, (กรุงเทพฯ : โอ เอส พริ้นติ้งเฮาส์, ๒๕๓๗) หน้า ๖๙–๗๒.

พระมหามังคลาจารย์, คัมภีร์วิสุทธิมรรค. (กรุงเทพฯ : อักษรเจริญทัศน์, ๒๕๒๑) หน้า ๒-

มหามงกุฏราชวิทยาลัย, วิสุทธิมรรคแปล เล่ม ๓, (กรุงเทพฯ : มหามงกุฏราชวิทยาลัย, ๒๕๑๖) หน้า ๓๐๕

  บาลีในที่นี้ทุกบทอยู่ในรูปของตติยาวิภัตติ ใช้เป็นวิเสสนะของ เถเรน คือ พระพุทธโฆสาจารย์.

มหามงกุฏราชวิทยาลัย, (อ้างแล้ว) หน้า ๓๑๕

ปาฐะพิมพ์ไว้เป็น สตึ เข้าใจว่าคลาดเคลื่อน ที่จะถูกเป็น มตึ

คาถานี้ พระธรรมไตรโลกาจารย์ เขมจารี เรียบเรียง

ทองหล่อ  วงษ์ธรรมา (อ้างแล้ว) หน้า ๖๑–๖๔.

* สันนิษฐานว่า พระพุทธโฆสาจารย์ เป็นผู้แต่ง   แต่ไม่มีหลักฐานแน่ชัด

 

* สันนิษฐานว่า พระพุทธโฆสาจารย์ เป็นผู้แต่ง   แต่ไม่มีหลักฐานแน่ชัด